โครงการดีๆสร้างสรรค์สังคม สถานที่ปฏิบัติธรรม(ทั่วไทย)ก่อตั้งมูลนิธิพุทธบุตรสงเคราะห์ชมรมพุทธบุตรสงเคราะห์

สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 08/09/2011
ปรับปรุง 15/06/2017
สถิติผู้เข้าชม 504,476
Page Views 614,972
สินค้าทั้งหมด 1
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 

ตอบปัญหาธรรม เรื่องเกี่ยวกับทางออกในครอบครัว

ตอบปัญหาธรรม เรื่องเกี่ยวกับทางออกในครอบครัว

บทความนี้คัดจากการตอบปัญหาธรรม ในบทความกระทู้ ของผู้เเสวงหาคำตอบ ของเว็บไซต์ ธรรมจักร 

ขอนุญาติมาเผยเเผ่เป็นธรรมทานต่อ  ((สำหรับ ญาติธรรมที่กำลังเจอกับเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ดังเช่นเรื่องนี้ ))

วันที่ 4 เดือน 3 พ.ศ. 2557

เนื้อหาปัญหาชีวติ ของญาติธรรม ท่านหนึ่ง ชื่อ  อรไทย ดังนี้

ดิฉันอยู่กับแฟนมา 5 ปีแล้วค่ะ เราอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง ปัจจุบันก็ยังไม่แต่ง แฟนดิฉันรับราชการตำรวจยศร้อยเอก มีเรื่องความเจ้าชู้มีมากมาย ทำให้เราทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ ในช่วงระหว่างคบกันเข้าปีที่ 3 ก็มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น ถึงกลับทำให้เราเกือบเลิกกัน ตอนนั้นเขาเป็นตำรวจแถวชายแดนทางภาคอีสาน ดิฉันก็รับราชการเหมือนกันอยู่จังหวัดใกล้เคียงกัน เราออกรถร่วมกัน เพราะดิฉันมีรถเก๋งคันเดียว เขาใช้รถหลวง เขาอ้างว่ารถไม่พอใช้ เราจึงออกร่วมกัน ออกรถมาก็ได้ยินข่าวทำนองเอาผุหยิงไปนั้น ไปนี่ เสมอ ช่วงนั้นเขาติดเฟสบุ๊คด้วย ดึกดื่นไม่หลับนอนเล่นเฟสตลอด ซึ่งเราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตลอดดิฉันจะมาช่วงเสา-ทิต เท่านั้น ออนเฟสก็มีผุหยิงมากมาย คุยกันในทำนองชู้สาวมีการแลกเบอกัน เราก็ได้แต่น้ำตาไหลพอรุข่าว เจ็บปวดทุกครั้ง แต่ก้อดทนเรื่อยมา เพื่ออนาคต จนวันนึงเขามาบอกว่าอยากย้ายไปอยู่หน่วยยาเสพติด ที่โคราช ดิฉันแย้งว่าอย่าไปเลยอนาคตไม่รุ่ง ตำแหน่งน้อยโอกาศขึ้นยาก เขาก็ยืนยันจะไป จนคำสั่งออกมาซึ่งมันเร็วมาก ฉันจึงสืบดูจนได้รุว่าเขาติดผุหยิงคนหนึ่งที่เป็นพยาบาล ผุหยิงคนนั้นเดินเรื่องให้เขาจนคำสั่งออกเขาวางแผนไปอยู่ด้วยกัน แต่งงานกัน ใจแทบสลาย ดิฉันเสียใจ โทรไปคุยกับผุหยิงคนนั้น เขาบอกว่าเขาไม่รุเหมือนกันว่ามีแฟน เขายินดีที่จะไปเอง แล้วเขาก้เดินจากไป แต่แฟนดิฉันด่าว่าฉันสารพัดว่าทำให้เขาเลิกกัน เขารักผุหยิงคนนั้น ดิฉันร้องให้เป็นเดือน เสียใจเป็นเดือน จนเราแยกกันอยู่ จนมาวันหนึ่งเขาโทมาขอคืนดีขอโอกาศ ดิฉันที่ยังรักเขาอยู่ และยังไม่มีใครจึงตัดสินใจหวนกลับมาอีกครั้ง จนวันหนึ่งเขาย้ายมาอยู่โคราชก็ได้ยินเรื่องชู้สาวประจำ พาสาวเที่ยว กินข้าว แต่ไม่มีเงินเหลือประจำ งวดรถไม่จ่ายฉันต้องจ่ายต้องรับภาระเดือนล่ะ12000 ค่าใช้จ่ายประจำเดือนไม่พอจ่าย ฉันก็ช่วยเหลือเรื่อยมา มีครั้งหนึงไปเที่ยวผู้หญิงโดนผูหยิงที่เค้าเลี้ยงไว้แต่ตอนไหนไม่รุแอบเอาบัตรเครดิตไปกดเงินออกมา 60,0000 ฉันให้แจ้งตำรวจเขาไม่ทำ ฉันเสียใจจนแทบบ้า เขาสำนึกผิด ฉันก็อภัยให้เงินช่วยจ่าย จนดิฉันทนไม่ไหวตัดสินใจย้ายไปจังหวัดใกล้เคียงกันห่างประมาณ 100 กิโล เพราะโคราชไม่มีตำแหน่งว่าง มาอยู่เบิกค่าเช่าบ้านได้จึงตัดสินใจซื้อบ้าน ครอบครัวกลับมามีอีกครั้ง เวลาเขามา ดิฉันทำให้ทุกอย่างเกาหลังตอนนอน ตัดเล็บตีน เติมน้ำมันกลับ ค่าอาหารการกินไม่เคยขาด ดูแลเท่าที่ผู้หยิงคนหนึ่งจะดูแลได้ แต่เรื่องผูหยิงของเขาก้ยังมีเช่นเดิม ปัจจุบันมีไลน์ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ยังมีผุหยิงคนหนึ่งที่แกไม่ทอดทิ้งติดต่อกันเสมอคือเพื่อวัยเด็กซึ่งถามกี่ครั้งก็บอกว่าเป้นเพื่อน วึ่งเราก้ไม่คิดอะไร จนถึงเมษาปี 56 ดิฉันเห็นข้อความที่แฟนส่งหาเพื่อนเขาในทำนองผัวเมีย น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง จึงได้ถามเขาเขาบอกว่าไม่มีอะไรแค่หยอกกัน แต่ดิแันไม่เชื่อจึงโทรไปหาผุหยิงคนนั้นเขาก้บอกไม่มีอะไรเป็นเพื่อนกัน ดิแันก้เชื่อแต่ยังมีความระแววงอยู่ เพราะผุหยิงคนนั้นยุกุงเทพ ส่วนเรานั้นโคราชและเราก้เจอกันทุกอาทิต ไม่น่าแอบไปหากันได้ จนมาถึงช่วงกุงเทพมีม๊อบ เขาให้ตำรวจไปมีอบแฟนดิฉันก็ไป แต่เวลาไปกุงเทพทีล่ะ 10 วัน เขาไม่รับสาย แบตหมด เราก็ได้แต่ระแวง ได้แต่เก็บความระแวงเรื่อยมาจนถึงวันศุกร์ที่แล้วความระแวงดิฉันก้กระจ่าง คราวนี้ก็มีคำสั่งให้เขาไปม๊อบเหมือนเดิม ไปก็เหมือนเดิมไม่รับสาย จนฉันต้องโทหาผุหยิงคนนั้นอีกครั้ง ผุหยิงคนนั้นบอกว่าพี่เหนื่อยแล้ว พี่จะบอกความจิงให้พี่จดทะเบียนสมรสกับแฟนหนูแล้ว เราคบกันมานานแล้วตั้งแต่เด้กจนโต เขาขอแต่งงานหลายครั้งแล้ว และขอจดทะเบียนหลายครั้งแล้วพี่ก็เพิ่งใจอ่อน เว้นไปเมื่อเดือนมิุนายน วึ่งเป็นเดือนเกิดพี่ ตอนนั้นใจหนูแทบสลาย เหมือนโลกแตก หนูถามคำเดียวว่าพี่รุไหมเขามีหนูอยู่พี่ก็รู้ใช่ไหมเพราะเราเคยคุยกันแล้ว เขาบอกรุแต่ถามแฟนหนูเขาบอกว่าหนูไม่ใช่เมีย ไม่มีใคร แต่เขาก็คิดว่าน่าจะมีบ้าง แต่เขาก็บอกว่าแฟนหนูให้คำเชื่อมั่นเขาด้วยการจดทะเบียนสมรสทุกครั้ง เขาก็เลยมั่นใจว่าคนอืนเป็นแค่น้ำจิ้ม หนูถามว่าีพ่ค่ะแล้วพี่ทำไมไม่บอกหนู รวมหัวกันหลอกให้หนูจ่ายค่างวดรถให้ รวมกันให้หนูจ่ายหนี้ให้ ใจพี่ทำด้วยอะไร เขาบอกว่าเขาไม่ยุ่งเขาอยู่ในส่วนของเขา เขาทำใจได้ หนูถามหน่อยเขาทำใจได้ในการใช้สามีร่วมกันหรือค่ะ ส่วนตัวผุชายปิดเครื่อง หายไปเลย หนูจึงโทรไปหาเมียเขาอีกครั้ง เขาบอกว่าเลิกตามเถอะผุชายเปลี่ยนเบอแล้ว เลิกตามเขาเสียที รุเรื่องแล้วทำไมยังไม่เลิกให้ทำไง นี่ไงบอกแล้วว่าถึงรุเรื่องไม่รุเรื่องเธอก็ตามเขาอยู่ดี แล้วฉันจะบอกเธอทำไม #ตอนนี้หนูมีแต่ความแค้น เสียใจ โทรสัพท์อันใหม่ก็เอาของหนูไปหนูก็ใช้อันเก่าแล้วยังกล้าเปลี่ยนเบอโทรสัพท์หนูอีก หนูจะทำอย่างไรกับความอาฆาตนี้ค่ะช่วยหนูทีเถิด อยากเอาปืนไปยิงมันให้ตายสมกับที่พวกมันทำ หนูเสียใจค่ะร้องให้มาสามวันแล้ว เหงา เหมือนโดนทำร้ายจนอยากตาย ทำไมเราทำดี เราจึงโดนทำร้ายจนไม่อาจเป็นผู้เป็นคนเลยค่ะ

ตอบปัญหาธรรม โดยพระอาจารย์ ศุภชัย  ภูริญาโณ 

ดังนี้

R3238-3.jpg


ขอมอบ ธรรมโอสถ (ให้ลิ้มลองดู)
ใช้ได้ในกรณี นี้ 



ต้องใช้สติ กำหนดในปัจจุบัน ถ้าควบคุมสติให้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้ ความทุกข์ต่างๆก็จะเกิดขึ้นมากอย่างมากมาย ทั้งความทุกข์ ในเรื่อง 108 พันเรื่อง ทุกคนมีเรื่องทุกข์ใจหมดเเต่จะมีสักกี่คนเข้าใจความทุกข์นั้นว่าเป็นเพียง กฏของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ จนเป็นพระธรรมคำสั่งสอนให้เราได้เข้าใจ 

เราต้องใช้สติควบคุมอารมณ์ต่างๆที่เข้ามากระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เเละใจ โดยเฉพาะใจ หรือมโน นั้น มันเก็บความคิดความทรงจำ ต่างๆมากมายเรื่องดี มนุษย์มักหลง มักพอใจในสิ่งนั้น เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นมา มนุษย์ไม่พอใจ คิดที่ใจ ก็ทุกข์ที่ใจ เมื่อนั้น เห็นไหม เเม่เเต่เรื่องความคิดทางใจซึ่งมองไม่เห็นเรายังเเก้ไม่ได้เลลย ถ้าเรื่องคนจิงพูดได้ หายใจได้คิดได้ ยิ่งยากกว่าอีก 

ดังนั้น ต้องควบคุมจิตของเราให้ไดเก่อนไป ควบคุมใคร ถ้าเราใช้สติควบคุมความคิด ไม่ว่าจะพอก็ดี ไม่พอใจก็ดี สามารถควบควบคุมจิต ด้วยสติ คือไม่ให้คิดถึงอดีต - อนาคต คิดเเต่ในปัจจุบัน ตอนนี้ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ถ้าเราควบคุมอารมณ์ในขณะนี้ ตอนนี้ เดียวนี้ได้ เราก็สามารถดับทุกข์ได้ ตอนนี้ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เลย เมื่อดับทุกข์ได้ย่อมนำความสุขมาให้เราเเทนที่ ( ถ้ามีทุกข์ สุขก็ไม่เกิด) ถ้า( จิตมีสุข - ทุกข์ก็ไม่เกิด)

บางคนบอกยากมาก ? 

เราต้องดับทุกข์ ด้วยการเข้าใจทุกข์ ทุกข์เเปลว่า เป็นสิ่งที่ทนได้ยาก เชื่อว่าถ้าทุกข์เกิดที่ใคร 
ก็ทนได้ยากทุกคน ง่าย มีใครด่าเราเราจะไม่ด่าตอบยากไหม ? ถ้ามีของเราหายอดเสียดายได้ไหม? ถ้าประสพอุบัติเหตุ เเล้วเราจะทนเเผลได้ไหม ? ถ้าเราร้อนอดทนไม่เปิดพัดลมได้ไหม ? ถ้าเรารักใครเเล้วเราไม่ได้เขามา จะทนได้ไหม ? ยิ่งรักมาก ยิ่งทุกข์มาก ยิ่งพลัดพรากจากของรักมาก ยิ่งทุกข์มากไปใหญ่

เเสดงว่าตัวสำคัญตอนนี้คือตัวทุกข์ 
ดังนั้น เราต้องเขาใจทุกข์ เเล้วจึงจะสามารถดับทุกข์ นั้นได้ ได้ กล่าวคือ ต้องเข้าใจว่า 

ขอถามมีใครในโลกคนไหนไม่มีความทุกข์มั่งมีไหม ถ้ามีของให้คิดในใจ ?
เชื่อว่าทุกข์คนทุกข์หมด ?

จะขอชีชัดว่า ทุกคนทุกข์อย่างไรบ้าง ?
ขอใช้หลักวินิฉัยเเบบพระพุทธศาสนา คือ เหตุ ผล หรือเเบบวิทยาศาสตร์ก็ได้ เหตุเเละผล

1.ตอนนอนมากทุกข์ไหม ? ให้นอน 3 วัน ทุกข์ปวดหลัง / นอนนอนทุกข์ไหม ? ง่วง 
2.ตื่นมา ไม่อาบน้า ทุกข์ไหม ? เหม็น กลิ่นตัว 
3. อาบน้ำไม่เเปลงฟันได้ไหม ? ไม่ได้ เหม็นขีฟัน
4. เปลงฟันไม่สระผมได้ไหม ? ไม่ได้ เหม็นขี้หัว
5. อาบน้ำเเล้ว ไม่ใส่เสื้อผ้าได้ไหม ? ไม่ได้ หนาว/อาย
6. ใส่เสื้อผ้าไม่สวยขาดได้ไหม ? ไม่ได้ ไม่ชอบ ไม่สวย / บางคนเสื้อไม่มีราคาชอบไหม ? ไม่ชอบชั้นต่ำไป กลัวไม่เท่ากับฐานะตัวเอง

7. ใส่เสื้อผ้าเเล้ว ไม่ไปกินอาหารได้ไหม ? ไม่ได้ ท้องหิว / กินอาหารไม่ชอบได้ไหม ? ไม่ได้ไม่อร่อย
8. กินอาหารเเล้ว / ปวดท้องไหม? ปวดท้องต้องการขับถ่ายของเสีย
รับประทานอาหารมื้อเดียวได้ไหม ไม่ได้ ต้อง 3 มื้อ พอไหมบางคน 4-5-6-7-8 เช้า-สาย-บ่าย-ค่ำดึกตื่น
9.การเดินทางเดินไปได้ไหม ? ไม่ได้ เพราะปวดเท้า

ขอยกตัวอย่างความทุกข์เท่านี้พอ มีอีกมาก นี่เเค่ตัวเราเองน่ะถ้ามีคนอื่นเข้ามาในชีวิตเราอีก ยิ่งทุกข์มากกว่านี้อีก 


((พระพุทธองค์จึงตรัสว่า การเกิดมาในโลกนี้ มีเเต่ความทุกข์ การเกิดของเราเป็นทุกข์ ))



ทุกอย่างในโลก ตกอยู่ใต้อำนาจของพระไตรลักษณ์ทุกคนในโลกนี้ ทั้งมีชีวิตเเละไม่มีชีวิต กฏนี้คือ 
ทุกอย่างทุกสัพพสิ่ง ต้องมีการ 1. เกิดขึ้น 2.ตั้งอยู่ 3. ดับไป 

(ถ้าไม่เข้าใจต้องใช้สติควบคุมอารมณ์ในปัจจุบัน เเละเมื่อารมณ์จิตสงบ ให้ใช้สติพิจารณาระลึกนึกถึงกฏของธรรมชาติคือพระไตรลักษ์ ว่า ทุกข์อย่างต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เเละดับไป เป็นธรรมดา
ไม่มีใครหนีพ้น ถ้าสงสัยว่าทำไมต้องเกิดขึ้นที่เรา ก็จะตอบว่า ตามกฏเเห่งกรรม ที่เราได้กระทำมาในอดีตเเละปัจจุบัน กฏคือข้อบังคับ กรรมคือการกระทำ รวมกันคือ การกระทำของเรา ไม่ว่าจะสิ่งใด เมื่อเรากระทำไว้ ถ้าทำดีย่อมได้ทางดี ถ้าทำชั่วย่อมได้ทางชั่ว(ไม่ดี) ต้องได้สิ่งนั้นทุกประการจะหนีไปไหนไม่ได้ ((ไม่มีใครหนีกฏเเห่งกรรมได้)) จะหนีไปไม่ได้ จะหนีไปอยูบนต้นไม่ ในภูเขา บนอากาศ ก็หนีกฏของการกระทำ หรือ กฏเเห่งกรรมเราไม่ได้ ถ้ากรรมไม่ได้ส่งผลให้้เราตอนนี้ เราก็ต้องพบในครั้งหน้า ไม่พบในครั้งหน้าก็ชาติหน้า ไม่เกิดในภพหน้าก็เกิดใน ยุคใดๆๆ สักครั้งหนึ่งเเน่นอน

(การที่เราได้รับผลขอกรรม ดีไหม ดีเเล้วถ้าเราได้รับกฏเเห่งกรรม (เมื่อเราเห็นทุกข์ก็เห็นธรรม) เเต่กรณีนี้เราต้อง อโหสิกรรม คือยกโทษในกรรมนั้น เเละจงอย่า พยาบาทผูกจิตพยาบาทน่ะ เพราะความพยาบาทนี้หร่ะคือ อำนาจมหาศาลที่ก่อให้เกิด "กฏเเห่งกรรม"

กรณีเกิดขึ้นกับเราอย่างนี้ เราต้อง ไม่พยาบาท อาฆาต จองเวร เพราะเมื่อเราจองเวรจะต้องเจอกันอีก คือ จองล้างจองพลานกันไปข้ามพบ-ข้ามชาติ -หลายกัป์ หลายกัณ
ถ้าถึงเวลานั้น ก็มีเเต่การเบียดเบียน พยาบาทกันตลอด ทุกภพ-ทุกชาติไป เบียดเบียนทำร้าย ซึ่งกันเเละกัน ในทุกๆกรณี ตลอดไป

สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้คือ ไม่พยาบาท-ไม่อาฆาต ไม่จองเวรซึ่งกันเเละกัน (ถือว่าได้ทำกรรมร่วมกันมาเเต่ในอดีต) เราต้องรับผลของกรรมนั้น จะหนีไม่ได้ ยกตัวอย่างเรากินข้าวเราอ่มเองไหม ? หรือมีใครอิ่มเเทนเรา ไม่มีหรอก เรานี่หร่ะอิ่มเอง เช่นเดียวกับกรรม เราทำเราต้องยินยอมที่จะรับผลกรรมนั้นเช่นกัน / ถ้าเรารับกรรมเเล้วเรายอมรับกรรมนั้น เเละอโหสิกรรม กรรมนั้นจะยุติ ลงเเค่ชาตินี้ไม่ต่อเวรต่อกรรมกันต่อไป / 

อย่าไปรื้อฟื้น ((เรื่องต่างๆในอตีด)) เเม้จะผ่านมาเเค่ 1 นาที ก็ถือว่าเป็นอดีต (ไม่สามารถย้อนอดีตมาเเก้ไหม่ได้เเล้ว เเต่เราสามารถปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้นได้ อันไหนดีรักษาไว้ คงไว้ เช่นความดีรักษาไว้เพราะเราทำเเล้วมีความสุข -สิ่งไม่ดีในอดีต ทำให้เราทุกข์เราต้องปรับปรุงไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะทำเเล้วได้เเต่ความทุกข์ 

((เรื่อง ในอนาคต อย่าไปคิดหวังให้มาก เพราะยังมาไม่ถึงหวังไปไม่ได้ตามที่หวังก็ทุกข์ใจอีก))
หวังมาก ทุกข์มาก หวังน้อยทุกข์น้อย คนที่สมหวังคือไม่หวังอะไรเลย ได้มาถือว่าเป็นกำไรชีวิต
สรุปอนาคตเป็นสิ่งไม่เเน่นอนเลย อีก30นาทีจะเกิดอะไรขึ้นเรายังคิดไม่ออกเลย เพราะยังมาไม่ถึง


กรรมจะไม่จบสิ้น ต้องอโหสิกรรม ยิ่งไปเเค้นกัน ถึงจะฆ่ากันในชาตินี้ เมื่อ เเม้เขาจะต้องตายไป คนที่ตายเขาก็ต้องเเค้นเราอีก เกิดชาติต่อไปเขาก็เเค้นเราเกิดมาฆ่าเราอีก ก็ต้องเเค้นกันไปเรื่อยๆ
เเละจะได้เจอกันในชาติหน้า พยาบาทกันต่อไป เรื่อยๆๆไม่จบไม่สิ้น เป็นวัฏจักรนานเเสนนาน เเละสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?



พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า (เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร) 

ยกตัวอย่างสุนักกัดกัน สรุปว่าสุนัข 2 ตัวเเย่งอาหารกัน จนต้องกัดกันเพราะอาหาร พอตัวหนึ่งชนะเพราะเก่งกว่า เเข็งเเรงกว่า เเต่พอเราไปมองดู เราคิดว่าตัวไหนจะมีความสุข มากกว่ากันมั่ง ก็เห็นว่าสุนัข ทั้งสองตัว เจ็บกันทั้งคู่ สรุปจะหาความทุกข์ ที่ต้องรับทุกข์ นั่นหรือ


------เราเกิดมาทุกคนต้องการความสุข เเต่ความสุขเกิดขึ้นที่ไหนหร่ะ ? ------
สุขเกิดที่ใจเราไง ทำใจให้สุข ใจที่สุขคือใจที่ ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่พยาบาท ไม่อาฆาต ไม่จองเวร ไง


--เมตตา เหมือนดังน้ำ ดื่มเเล้ว อาบเเล้ว เย็นกายเย็นใจ /โกรธเหมือนดัง ไฟเกิดเเล้วไหม้ทั้งกายทั้งใจ--



(พระพุทธองค์ท่านค้นพบหลักของสัจจธรรม) 

คือหลักเเห่งความจริงที่ถูกต้อง นำมาสั่งสอนให้ มนุษย์ได้ปฏิบัติตามจนเข้าใจเข้าถึงธรรมะ 
รู้กฏของสัจจธรรม พระพุทธองค์ให้เข้าใจทุกข์ เเต่อย่าหนีทุกข์ เมื่อเราเข้าใจทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจเราว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีใครหนีพ้น เกิดทุกข์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เเล้วทุกข์ก็ดับไป นั้นหร่ะทำให้เราได้เห็นสัจธรรมของชีวิต ตามเเบบพระพุทธองค์ ซึ่งจะทำให้เราพ้นจากความทุกข์ ที่ปรุงเเต่งจิตให้เศร้าหมอง ทุกคนล้วนต้องมีทุกข์ เเต่จะมีสักกี่คนที่จะขอเข้าใจทุกข์ 

ลองถามเพื่อน ๆ หรือคนรู้จักเราดูสิว่าเขา เคยทุกข์ไหม? ทุกคนในโลกนี้ล้วนเเต่ทุกข์หมด 
บางคนทุกข์น้อย บางคนทุกข์มาก เเล้วเเต่การกระทบ

......มีคนอีกมากมายที่ต้องเจอกับความทุกข์ เเต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต 
มั่ง ยากเพราะทุกข์คนล้วนเเต่ไม่พยายามเข้าใจทุกข์ว่าเป็นกฏที่ทุกคนต้องหลีักหนี ให้ห่างไกล ไม่มีใครอยากมีทุกข์เลยสักคนเดียวในโลก เพราะทุกข์นั้นเกิดขึ้นกับใครย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจเกิดขึ้น ไม่สามารถทนต่อความทุกข์นั้นได้เลย 

ถ้าเราเข้าใจทุกข์ก็สามารถดับทุกข์ได้ ถ้าเราไม่เข้าใจทุกข์ ก็ต้องรับทุกข์เต็มๆ รับทุกวัน เเละจะรับทุกไม่ไหว่เเน่ ถ้าทุกข์เกิดมากมายจนสติรับไม่ไหว บางคนถึงขนาด หนีทุกข์ด้วยการฆ่าตัวเองตายเพราะอยากหนีทุกข์ คิดยากไป คิดง่ายๆสิ ถ้าเราปวดเท้าเพราะเรายืนอยู่นานมาก เเต่เราไปกินน้ำ หรือกางร่มคิดว่าจะหายปวดขาไหม ? ไม่เลย เเค่นั่งลงก็หายเเล้ว ง่ายไหม เเต่บางคนคิดยากไป
จนสติรับไม่ไหว ? ยิ่งอารมณ์ความโกรธมากมันปิดบังสติไปหมดเลย ไม่อยู่กับปัจจุบันเลย เเล้วจะเอาสติที่ไหนมาคิดเเก้ปัญหา บางคนกินเหล้าเพราะอยากหนีทุกข์ เพราะเหล้าทำให้สมองมึนเมา พอหายเมาปัญหายังอยู่เหมือนเดิม



.....ให้เราใช้สติคิดที่ระเรื่องคิดในปัจจุบัน.....คิดอะไรทำเเล้วดีนั้นคือทางออกไปไป.....อะไรคิดเเล้วปวดหัวมืดมึดนั้นไม่ใช่ทางออก เลิกคิดเปลี่ยนการคิดไหม่ ?........

ดังนั้นอย่าหนีทุกข์กันเลย การเกิดขึ้นของเรามันยากถ้าเราเกิดเเล้วมีทุกข์มาเราต้องรับให้ได้เพราะการเกิดพระพุทธองค์บอกว่ามันเป็นทุกข์ ทุกข์ตั้งเเต่เกิดมาวันเเรกเเล้ว น้ำเเสลดมันติดคอ ร้องดังเลย ร้องอีกเพราะหิวนม ร้องอีกตลอดทั้งคืนวัน 

เมื่อเกิดได้ ต้องรับทุกข์ได้ เพราะมันคู่กันเเล้วตอนนี้ หาวิธีดับทุกข์ให้ถูกทางด้วย ?
อย่าฆ่าตัวตาย - เป็นบาป ถ้าตัวเอง บาปเหมือนฆ่าคนอื่น ตกอเวจีนรก นรกมีเเต่การทรมานด้วยน้ำร้อน
กิเหล้า - บาผิดศีล
ไปขโมยเพื่อได้เงินมาใช้ จะได้หนีทุกข์ - เป็นบาป จะโดนผล้นคืน
ผิดลูกเมียคนอื่นโดยภรรยาไม่อนุญาติ - บาปจะต้องครอบครัวเเตกเเยก ทั้งในปัจจุบันเเละอนาคต
อย่าโกหก - จะไม่มีใครเชื่อถือ ลูกก็ไม่เป็นคนดี การงานก็ตกต่ำ 


----------เมื่อทุกข์เกิดจงเข้าใจทุกข์ เมื่อเข้าใจทุกข์ เราก็ผ่านทุกข์ได้เเล้ว-----------

อยากให้กำลังใจ เพราะกำลังใจนั้นสำคัญมากที่สุด ใจเราเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า คุมทุกอย่างด้วยใจ
หมดกำลังใจดำเนินชีวิต กายก็ไม่อย่างทำอะไร มีชีวิตก็เหมือนไม่มีชีวิต อยู่ก็เหมือนตาย

อย่าท้อใจ เหมื่อยใจ หมดกำลังใจ ก็หมดซึ่งชีวิต  / ใจไม่อยู่ กายจะไปอยู่ได้อย่างไร


.....เพราะทุกข์คือความทนได้ยาก เชื่อเหลือเกินว่าตอนนี้ความทุกข์มันทำให้เรารับเเทบไม่ไหว 
เพราะเกิดขึ้นกับใครล้วนเเต่ทนได้ยาก ทุกคน 



((เรานึกถึงพระพุทธเจ้าสิ))) 

ท่านเป็นผู้ไกลจากกิเลส ไม่เกี่ยวข้องจากกิเลส ท่านเเนะในทางที่ไม่เจอด้วยกิเลส ท่านสอบให้เราหมดจากตัวกิเลส เพราะตัวกิเลสนี่ไง พาเราให้ทุกข์อยู่ตอนนี้ 
ท่านบอกให้พยายามเข้าใจทุกข์ เราต้องดีใจว่า วันนี้เราได้เจอทุกข์ เจอสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ พระพุทธองค์ทรมาน พระองค์เอง ด้วยทุกรกิริยา คือการทรมารตัวเอง ที่ไม่มีใครทำได้นอกจากพระพุทธเจ้า พระองค์เดียว ทรงทรมารตัวเองอยู่ 6 ปี เช่นอดอาหาร จนผอมมือลูบไปบนผิวหนัง ขนเเทบหลุดออกมา เราลองอดอาหารสักเเค่ 15 วัน ไหม? ไม่กินอะไรดูไหม ? ถ้าทำขนาดนั้น ก็จะทุกข์มากกว่าเรื่องอะไรที่ทำให้เราทุกข์ในตอนนี้อีก ถ้าพระพุทธองค์ไม่ลองทุกข์พระองค์ท่านจะได้เจอความทุกข์ที่ทนได้ยากไหม ? 

เมื่อพระพุทธองค์ทรมานตัวเองเเล้ว 

พระองค์บอกนั้นยังไม่ใช่ทางพ้นจากทุกข์

เพราะความทุกข์เกิดที่ไหนดับที่นั้น    -   ถ้าทุกข์เกิดที่จิต   -   ต้องดับที่จิต ไปนั่งอดอาหารมันดับได้ไหม ? 
.......ไม่ได้หรอก มันผิดทาง 


พระพุทธองค์เจอทุกข์ที่ไม่มีใครกระทำได้ จนท่าน หาทางพ้นทุกข์ด้วยการบำเพ็ญเพียรทางจิต ใช้สติควบคุมอารมณ์ที่จิต ให้จิตเกิดความสงบ จนเกิดสมาธิ เกิดความสุขปีติ เเละใช้ปัญญาพิจารณา กฏของสัจธรรม พิจารณา ทุกข์,สมุทัย, นิโรธ, มรรค ตามลำดับ จนขจัดซึ่งอาสวะกิเลส ได้อย่างเด็ดขาดไม่เกิดขึ้นอีกเเล้วในจิตของพระพุทธองค์ สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า 

--------เราเเค่ ดับทุกข์ในปัจจุบัน ก็พอเเล้วไม่ถึงกับดับกิเลสหมดสิ้นเพราะต้องใช้เวลา ใช้บุญบารมี 
การฝึกฝน จนพ้นจากวัฏฏะ การเวียนว่ายได้ ---------



ทบทวนการนำธรรมะไปใช้เเก้ปัญหา ในขณะนี้ เฉพาะเรื่องนี้ น่ะ


1.ต้องใช้สติ ควบคุมอารมร์ให้เกิดในปัจจุบันอย่างเดียว ไม่คิดถึงเรื่อง อดีต อนาคต

2.เมื่อจิตสงบเเล้ว ฝึกพิจารณา เรื่องกฏของพระไตรลักษณ์ คือการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การดับไป

ทุกข์อย่างในโลก ไม่มีใครหนีพ้น คือทุกอย่างล้วนต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เเละจะดับไปเป็นธรรมดา ไม่ไปตอนนี้ก็ตายจากกันไป สักกวันหนึ่ง ถึงเเม้รักกันมาก ถ้าอยู่กันจนต้องมีใครตายไปก่อนกันคนอยู่ก็จะเสียใจเช่นกัน จะเสียใจมากกว่านี้เพราะ ยิ่งรักมากมาก การจากกันก็ยิ่งทุกข์มากทวีคุณหลายเท่า

3.ฝึกปฏิบัติธรรม เพื่ออะไร ?

3.1 เพื่อควบคุมสภาวะเเห่งจิตได้อย่างเเน่นอน ตลอดไป ไม่คิด ในเรื่องอดีต เเละอนาคต เมื่อไม่คิดก็ไม่ทุกข์ เพระคิดทีไร จิตปรุงเเต่ง ความพอใจ -ไม่พอใจเสมอ

3.2 เพื่อรักษาจิตของเราให้ใสสะอาด ไม่อาคาตพยาบาท จิตที่พยาบาท อาคาต คือจิตร้อนเกิดขึ้นทีไร กระวนกระวายเสมอ เหมือนไฟไหม่ที่ไหน ก็เสียหายทุกสัปสิ่งเสมอ ไหม้ที่ใจ กายก็พังเพราะ จิตเป็นนายมีอำนาจสั่งทุกอย่าง ทั้งกาย วาจา ใจ ใจร้อน กายก็ร้อย วาจาก็ร้อน ใจก็ร้อน เเล้วชีวิตที่ถูกไฟไหม้ตลอดจะมีความสุขได้อย่างไร ? 

----หาเวลารักษาจิตซะ ให้ใสสะอาด ชีวิตก็สดใส รุ่งเรื่อง มีความสุขทุกคืนวัน --


3.3 พระพุทธองค์ตรัวว่า ถ้าบาปยังไม่ให้ผลคนเขลาคิดว่ามีรสหวาน ตอนนี้กรรมได้ส่งผลเเล้ว เเสดงว่าบาปมากกว่าบุญ ไปสั่งสมบุญ ซะ มี 10 ประการ 

บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือกล่าวอย่างง่ายๆว่า การกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำดังต่อไปนี้

๑. บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม รวมถึงการละกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ จนถึงการสละชีวิตอันเป็นสิ่งมีค่าที่สุดเพื่อการปฏิบัติธรรม 

๒. บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (สีลมัย) คือการตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ หรือศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือ ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด พ้นจากกายทุจริต ๔ ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท วจีทุจริต ๔ ประการ คือไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ มโนทุจริต ๓ ประการ คือ ไม่หลงงมงาย ไม่พยาบาท ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม 

๓. บุญสำเร็จได้ด้วยการภาวนา (ภาวนามัย ) คือการอบรมจิตใจในการละกิเลส ตั้งแต่ขั้นหยาบไป จนถึงกิเลสอย่างละเอียด ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นโดยใช้สมาธิปัญญา รู้ทางเจริญและทางเสื่อม จนเข้าใจอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ในที่สุด 

๔. บุญสำเร็จได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ (อปจายนมัย) คือการให้ความเคารพ ผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ ๓ ประเภท คือ ผู้มี วัยวุฒิ ได้แก่พ่อแม่ ญาติพี่น้องและผู้สูงอายุ ผู้มี คุณวุฒิ หรือคุณสมบัติ ได้แก่ ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ และผู้มี ชาติวุฒิ ได้แก่พระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์ 

๕. บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวายในกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย) คือ การกระทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดี ที่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม โดยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา เช่น การชักนำบุคคลให้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ในฝ่ายสัมมาทิฎฐิ 

๖. บุญสำเร็จได้ด้วยการให้ส่วนบุญ (ปัตติทานมัย) คือ การอุทิศส่วนบุญกุศลที่ได้กระทำไว้ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง การบอกให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนาด้วย ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ ได้ทราบข่าวการบุญการกุศลที่เราได้กระทำไป 

๗. บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย) คือ การได้ร่วมอนุโมทนา เช่น กล่าวว่า “สาธุ” เพื่อเป็นการยินดี ยอมรับความดี และขอมีส่วนร่วมในความดีของบุคคลอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้กระทำ ก็ขอให้ได้มีโอกาสได้แสดงการรับรู้ด้วยใจปีติยินดีในบุญกุศลนั้น ผลบุญก็จะเกิดแก่บุคคลที่ได้อนุโมทนาบุญนั้นเองด้วย 

๘. บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) คือ การตั้งใจฟังธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือที่เคยฟังแล้วก็รับฟังเพื่อได้รับความกระจ่างมากขึ้น บรรเทาความสงสัยและทำความเห็นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนเกิดปัญญาหรือความรู้ก็พยายามนำเอาความรู้และธรรมะนั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สู่หนทางเจริญต่อไป 

๙. บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย) คือ การแสดงธรรมไม่ว่าจะเป็นรูปของการกระทำ หรือการประพฤติปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ในทางที่ชอบ ตามรอยบาทองค์พระศาสดา ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลอื่น หรือการนำธรรมไปขัดเกลากิเลสอุปนิสัยเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา มาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป 

๑๐. บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) คือ ความเข้าใจในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ สิ่งที่เป็นแก่นสารสาระหรือที่ไม่ใช่แก่นสารสาระ ทางเจริญทางเสื่อม สิ่งอันควรประพฤติสิ่งอันควรละเว้น ตลอดจนการกระทำความคิดความเห็นให้เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่เสมอ 

บุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้ ผู้ใดได้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือยิ่งมากจนครบ ๑๐ ประการแล้ว ผลบุญย่อมเกิดแก่ผู้ได้กระทำมากตามบุญที่ได้กระทำ ยิ่งได้มีการเตรียมกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ตั้งใจจรดเข้าสู่ศูนย์กลางกาย หยุดในหยุด เข้าไปแล้วก็ยิ่งได้รับบุญมหาศาลตามความละเอียดประณีตที่เข้าถึงยิ่งๆ ขึ้นไป



-------------- เมื่อบุญมาก ก็ใช้บุญก่อน ถ้าบาปมากก็ได้ใช้บาปก่อน --------------------


ขออำนวยอวยพรให้ ทุกๆชีวิต ทุกสัพพสิ่งในโลก จงเกิดสันติสุขใจจิตใจ ขอพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าจง ชโลมจิตใจ หมู่มวลมนุษย์ให้เข้าในในสัจธรรมความจริงของชีวิต สงบจิตเข้าสู่ธรรม สำเร็จซึ่งอมตธรรม เป็นผู้ห่างไกลจากกิเลส เดิน ตามเส้นทางธรรม เป็นอุบาสก-อุบาสิกา ของพระพุทธศาสนา ขอธรรมะนี้ จงสำเร็จผล เเก่ผู้อ่านทุกท่าน บุญกุศลนี้ขอมอบเเด่ ญาติธรรมทุกท่าน 
ตลอดถึงเจ้าของเว็บไซต์ เเละพ่อเม่ครูบาอาจารย์ เจ้ากรรม สัพสัตย์ ทั้งหลาย เปรต เเละผู้มีพระคุณ ตลอด เทวดา พรหม เเละ พระโพธิสัตย์ทุกๆพระองค์ ---ขอธรรมะจงชนะอาธรรม--

***ธรรมะมีอยู่ล้านคำ ล้านวรรค ล้านประโยค เเต่ธรรมะที่จะเข้าเราได้เเเค่ไหนเเสวงหาดูอันไหนชอบหยิบอันนั้น
อันไหนไม่ชอบ เเสดงว่ายังไม่ได้ใช้ จำไว้วันหลังต้องได้ใช้ ****


----------ขอธรรมะจงอยู่คู่ชีวิตเหล่าชาวพุทธตลอดไป --------------



สามารถสร้างความเข้าใจให้มากขึ้นถ้ามีมีโอกาศฝึกฝนการปฏิบัติธรรม 
ธรรมะจารี สุขัง เสติ - ผู้ประพฤติอยู่วึ่งธรรมย่่อมได้รับเต่ความสุข

ตราบใดที่เราไม่ฝึกปฏิบัติธรรม ตราบนั้นเราจะเข้าใจธรรมะได้อย่างไร
หรือจะรอให้ทุกข์เกิดขึ้นก่อนถึงจะเห็นซึ่งธรรมนั้น


ลองเเสวงหาคำตอบของชีวิตด้วยการเข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรม 
เจริญสติปัฏฐาน ๔ รักษากายวาจาใจของเราให้ใสสะอาด เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ได้ที่ 


http://www.dhammadee.com ธรรมะดี ดอทคอม
e-mail lamphongdhamma@hotmail.com


(( ภูริญาโณ ภิกษุ)) 
ธรรมะบุตร..ที่สุดคือธรรมะ

เมนู

 

บทความ

ธรรมะประจำวัน

ธรรมะกับการปฏิบัติธรรม

สถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนา

โครงการสร้างศูนย์พุทธบริษัทสากล

โครงการปฏิบัติธรรม(ทั่วไทย)

 












  Copyright 2005-2011 www.dhammadee.com All rights reserved.
view