โครงการดีๆสร้างสรรค์สังคม สถานที่ปฏิบัติธรรม(ทั่วไทย)ก่อตั้งมูลนิธิพุทธบุตรสงเคราะห์ชมรมพุทธบุตรสงเคราะห์

สมาชิก




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 08/09/2011
ปรับปรุง 15/06/2017
สถิติผู้เข้าชม 504,497
Page Views 614,993
สินค้าทั้งหมด 1
 

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 

พุทธศาสนพิธี

            พุทธศาสนพิธี คือแบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา เหตุที่เกิดมีพุทธศาสนพิธี ก็เนื่องมาจากหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์ พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการสำคัญไว้สามประการ คือ
            ในคำสอนของพระพุทธศาสนา

                   สอนไม่ให้ทำความชั่วทั้งปวง        สพฺพปาปสฺส อกรณํ
                   สอนให้อบรมกุศลให้ถึงพร้อม        กุศลสูป สมฺปทา
                   สอนให้ทำจิตใจของตนให้ผ่องแผ้ว        สจิตต ปริโยทปนํ

            ด้วยหลักการทั้งสามประการนี้ พุทธศาสนิกชนต้องพยายามเลิกละความประพฤติชั่วทุกอย่าง จนเต็มความสามารถ พยายามสร้างกุศลสำหรับตนให้พร้อมเท่าที่จะสามารถทำได้ และพยายามชำระจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ ทั้งหมดเป็นการพยายามทำดีที่เรียกว่า ทำบุญ การทำบุญนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงวัตถุคือ ที่ตั้งอันเป็นทางไว้โดยหลักย่อ ๆ สามประการเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ อันประกอบด้วย

            ทาน  การบริจาคของ ของตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

            ศีล  การรักษา กาย และ วาจาให้สงบเรียบร้อยไม่ล่วงบัญญัติที่ห้ามไว้

                กาเยน วาจาย ว เจตสาวา    พุทฺเธ กุกมฺมํ ปกตํ มยา ยํ
                พุทโธ ปฏิคฺคณฺหตุ อจฺจยนฺตํ    กาลญฺตเร สํวริตุ ํ ว พุทฺเธ
                กาเยน วาจาย ว เจตสาวา     ธมฺเม กุกมฺมํ ปกตํ มยายํ
                ธมฺโม กฏิกฺคณฺหตุ อจฺจยนฺตํ    กาลญฺตเร สํวริตุ ํ ว ธมฺเม
                กาเยน วาจาย ว เจตสาวา     สงฺเฆ กุกมฺมํ ปกตํ มยายํ
                สงฺโฆ ปฏิกฺคณฺหตุ อจฺจยนตํ    กาลญฺตเร สํวริตุ ํ ว สงฺเฆ

            เมื่อสวดประกาศตอนท้ายเทศน์จบแล้ว ลากลับได้ทันที คำลากลับ มีดังนี้
                    หนฺททานิ มยํ  ภนฺเต อาปจฺฉาม        พาหุกิจจา มยํ พหุกรณียา
                พระสงฆ์ผู้รับการลาพึงกล่าว ดังนี้
                    ยสฺสทานิ ตุมฺเห กาลํ มญฺยถ
                ผู้ลาพึงรับพร้อมกันว่ สาธุ ภนฺเต แล้วกราบพร้อมกันสามครั้งเป็นเสร็จพิธี

 

 

วิธีสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียน
            กระทรวงศึกษาธการได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียน พ.ศ.๒๕๐๓ ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้มาอยู่เดิมก่อนหน้านี้แล้ว มีดังนี้
    แบบสวดมนต์ไหว้พระประจำวัน    (ก่อนเข้าเรียน)

                   อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา         พุทฺธํ ภควนฺตํ อภิวาเทมิ   (กราบ)
                   สฺวากฺขาโต ภควาตา ธมฺโม         ธมฺมํ นมสฺสามิ    (กราบ)
                   สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวก สงฺโฆ         สงฺฆํ นมามิ    (กราบ)

    แบบคำสวดมนต์ไหว้พระวันสุดท้ายของสัปดาห์   (ตอนเลิกเรียน)
                อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา ....สงฺฆํ นมามิ
            สวดบทนมัสการ
                นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺธสฺส  (ว่าสามครั้ง)
            สวดบทพระพุทธคุณ
                อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมา สมฺพุทฺโธ  วิชฺชาจารณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถาเทวมนุสสานํ พุทฺโธ ภควาติ
            (สวดทำนองสรภัญญะ)

                         องค์ใดพระสัมพุทธ         สุวิสุทธสันดาน
                ตัดมูลเกลศมาร         บ มิหม่น มิหมองมัว
                         หนึ่งในพระทัยท่าน         ก็เบิกบานคือดอกบัว
                ราคี บ พันพัว         สุวคนธกำจร
                         องค์ใดประกอบด้วย         พระกรุณาดังสาคร
                โปรดหมู่ประชากร         มละโอฆกันดาร
                         ชี้ทางบรรเทาทุกข์         และชี้สุขเกษมสานต์
                ชี้ทางพระนฤพาน         อันพ้นโศกวิโยคภัย
                         พร้อมเบญจพิธจัก         ษุจรัสวิมลใส
                เห็นเหตุที่ใกล้ไกล         ก็เจนจบประจักษ์จริง
                         กำจัดน้ำใจหยาบ         สันดานบาปแห่งชายหญิง
                สัตว์โลกได้พึ่งพิง         มละบาปบำเพ็ญบุญ
                         ข้าขอประณตน้อม         ศิระเกล้าบังคมคุณ
                สัมพุทธการุญ         ญภาพนั้นนิรันดร ฯ (กราบ)

            สวดบทพระธรรมคุณ 
                สวากฺ ขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญู หีติ
            (สวดทำนองสรภญญะ)

                         ธรรมะคือคุณากร     ส่วนชอบสาธร
                ดุจดวงประทีปชัชวาล  
                         แห่งองค์พระศาสดาจารย์     ส่องสัตว์สันดาน
                สว่างกระจ่างใจมล  
                          ธรรมใดนับโดยมรรคผล     เป็นแปดพึงยล
                และเก้ากับทั้งนฤพาน  
                          สมญาโลกอุดรพิสดาร     อันลึกโอฬาร
                พิสุทธิ์พิเศษสุกใส  
                          อีกธรรมต้นทางครรไล     นามขนานขานไข
                ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง  
                          คือทางดำเนินดุจคลอง     ให้ล่วงลุปอง
                ยังโลกอุดรโดยตรง  
                          ข้าขอโอนอ่อนอุตมงค์     นบธรรมจำนง
                ด้วยจิต และกายวาจา ฯ     (กราบ)

            สวดบทพระสังฆคุณ 

                          สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ     อุชุปฏิปันโน ภควโต สาวกสงฺโฆ
                 ญายปฏิปนฺโน  ภควโต สาวกสงฺโฆ    สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ
                 ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ    อฏฺฐปุริสปุคคลา เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ
                 อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเนยฺโย    อญฺชลีกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ

           (สวดทำนองสรภัญญะ)

                         สงฆ์ใดสาวกศาสดา     รับปฏิบัติมา
                  แต่องค์สมเด็จภควัน  
                         เห็นแจ้งจตุสัจเสร็จบรร       ลุทางที่อัน
                 ระงับและดับทุกข์ภัย  
                         โดยเสด็จพระผู้ตรัสไตร      ปัญญาผ่องใส
                 สะอาดและปราศมัวหมอง  
                         เหินห่างทางข้าศึกปอง       บ มิลำพอง
                 ด้วยกายและวาจาใจ  
                         เป็นเนื้อนาบุญ อันไพ      ศาลแก่โลกัย
                 และเกิดพิบูลย์พูนผล  
                         สมญาเอารสทศพล      มีคุณอนนต์
                 เอนกจะนับเหลือตรา  
                         ข้าขอนบหมู่พระศรา      พกทรงคุณา
                 นุคุณประดุจรำพัน  
                         ด้วยเดชบุญข้าอภิวันท์       พระไตรรัตน์อัน
                 อุดมดิเรกนิรัตศัย
                         จงช่วยขจัดโพยภัย        อันตรายใดใด
                 จงดับและกลับเสื่อมสูญ        (กราบ)

           บทสวดชัยสิทธิคาถา

                         พาหุ ํ สหสฺ สมภินิมฺมิตสาวุธนฺตํ     คฺรีเมขลํ อุทิตโฆรสเสนมารํ
                 ทานาทิธมฺมวิธินา ชิตวา มุนินฺโท     ตนฺ เตชสา ภวตุเต ชยสิทฺธิ นิจฺจํ
            (สวดทำนองสรภญญะ)
                          ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุท      ธะวิสุทธะศาสดา
                 ตรัสรู้อนุตตะระสะมา     ธิ ณ โพธิบัลลังก์
                          ขุนมารสหัสสะพหุพา     หุวิชาวิชิตขลัง
                 ขี่คีริเมขะละประทัง     คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ
                          แสร้งเสกสะราวุธะประดิษฐ์     กละคิดจะรอนราญ
                 รุมพลพหลุพยุหปาน     พระสมุททะนองมา
                          หวังเพื่อผจญวะระมุนิน     ทะสุธินะราชา
                 พระปราบพหล พยุหะมา     ระมะเลืองมะลายสูญ
                          ด้วยเดชะองค์พระทศพล     สุวิมละไพบูลย์
                 ทานาทิธรรมะวิธิกูล      ชยะน้อมมโนตาม
                          ด้วยเดชะสัจจะวะจะนา     และนมามิองค์สาม
                 ขอจงนิกรพละสยาม     ชยะสิทธิทุกวาร
                          ถึงแม้จะมีอริวิเศษ     พละเดชะเทียมมาร
                 ขอไทยผจญพิชิตะผลาญ      อริแม้นมุนินทร ฯ   (กราบ ๓ ครั้ง)

            สวดบทเคารพคุณมารดาบิดา

                          อนนฺตคุณสมฺปนฺนา          ชเนตฺติ ชน กา อุโภ
                 มยฺหํ มาตา ปิตูนํว         ปาเท วันทามิ สาทรํ

            สวดบทเคารพคุณมารครูอาจารย์

                          ปาเจราจริยา โหนติ     คุณุตฺตรา  นุสาสกา
                 ข้าขอนบน้อม สักการ     บูรพคณาจารย์ 
                 ผู้กอปรประโยชน์ศึกษา
                 ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา      อบรมจริยา
                 แด่ข้าในกาลปัจจุบัน
                 ข้าขอเคารพอภิวันท์     ระลึกคุณอนันต์
                 ด้วยใจนิยมบูชา
                 ขอเดชกตเวทิตา     อีกวิริยะพา
                 ปัญญาให้เกิดแตกฉาน
                 ศึกษาสำเร็จทุกประการ     อายุยืนนาน
                 อยู่ในศีลธรรมอันดี
                 ให้เกิดเป็นเกียรติเป็นศรี      ประโยชน์ทวี
                 แด่ชาติและประเทศไทย  เทอญ
                 ปญฺญาวุฒิกเรเตเต     ทินฺโนวาเท  นมามิหํ

           บทสรรเสริญพระบารมี

                          ข้าวรพุทธเจ้า     เอามโนและศิระกราน
                    นบพระภูมิบาล     บุญญดิเรก
                    เอกบรมจักรินทร์     พระสยามมินทร์
                    พระยศยิ่งยง     เย็นศิระเพราะพระบริบาล
                    ผลพระคุณ ธ รักษา     ปวงประชาเป็นสุขศานต์
                    ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด     จงสฤษฏ์ดัง
                    หวังวรหฤทัย     ดุจถวายชัย   ชโย ฯ

พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

            วันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา ที่พุทธศาสนิกชนนิยมประกอบพิธีกรรม มีการบูชาเพื่อระลึกถึงคุณ พระรัตนตรัยเป็นพิเศษ แต่เดิมกำหนดไว้สามวัน คือ วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา และวันมาฆบูชา ต่อมาได้เพิ่มวันอาสาฬบูชา เข้ามาอีกวันหนึ่ง รวมเป็นสี่วัน
วันวิสาขบูชา
            คือวันเพ็ญเดือนหก สำหรับปีที่มีอธิกมาสเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญเดือนเจ็ด วันนี้เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งทั้งสามกาลสมัยของพระพุทธองค์ตกอยู่ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชนจึงนิยมทำการบูชาเป็นพิเศษ เมื่อวันดังกล่าวเวียนมาถึงทุกปี และเรียกวันนี้ว่า วันวิสาขบูชา
วันอัฏฐมีบูชา
            คือวันแรม ๘ ค่ำ เดือนหก หรือเดือนเจ็ด นับถัดจากวันวิสาขบูชาไปเจ็ดวัน เป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระที่เมืองกุสินารา นับว่าเป็นวันที่ระลึกถึงพระพุทธองค์อีกหนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนจึงนิยมทำการบูชาพิเศษอีกวันหนึ่ง
วันมาฆบูชา



            คือวันเพ็ญเดือนสาม ถ้าปีใดมีอธิกมาส ก็จะเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญเดือนสี่ เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นหลักของพระพุทธศาสนา เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น ในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ในปีแรกที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ และเริ่มประกาศพระศาสนาเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต เพราะเป็นการประชุมที่ประกอบด้วยองค์สี่ คือ พระภิกษุสงฆ์ที่มาประชุม จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เป็นจำนวนที่พระพุทธองค์ได้ในการมาประกาศพระศาสนาในกรุงราชคฤห์ เป็นครั้งแรกและปีแรกที่ทรงตรัสรู้ ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุ ผู้อุปสมบทมาแต่สำนักพระพุทธองค์ ท่านเหล่านั้นได้มาประชุมกันเองโดยมิได้นัดหมาย และวันที่ประชุมเป็นวันเพ็ญเดือนมาฆะ
วันอาสาฬหบูชา
            คือวันเพ็ญเดือนแปดก่อนวันเข้าปุริมพรรษา ๑ วัน เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ชื่อ ธัมมจักกัปวัตตนุสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี หลังจากทรงตรัสรู้ได้สองเดือน ผลแห่งพระธรรมเทศนานี้ ทำให้พระโกณทัญญะ หนึ่งในปัจจวัคคีย์ได้ธรรมจักษุ คือได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลขออุปสมบทต่อพระพุทธองค์ เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนี้นอกจากจะเป็นวันแห่งพระธรรมแล้ว ยังเป็นแห่งพระสงฆ์ด้วย ทำให้เกิดพระรัตนตรัยครบถ้วน จึงนับเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ระเบียบพิธี

            การบูชาพิเศษในวันสำคัญทั้งสี่วันดังกล่าวแล้ว คือ การเวียนเทียน นอกเหนือไปจากจากประชุมทำวัตร สวดมนต์ และฟังเทศน์
            การเวียนเทียน คือการที่พุทธศาสนิกชน ถือดอกไม้ธูปเทียนจุดธูปเทียนแล้วประนมมือเดินเวียนขวา ที่เรียกว่า ทำประทักษิณ รอบปูชนียวัตถุในวัด หรือในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง จำนวนสามรอบ ส่งใจระลึกถึงพระรัตนตรัยขณะเดินเวียนเทียนอยู่ เสร็จแล้วนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาปูชนียวัตถุ ที่เดินเวียนรอบนั้น เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงด้วยเครื่องสักการะบูชา
            พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทั้งสี่วัน มีระเบียบปฏิบัติเหมือนกัน ต่างกันแต่คำบูชาก่อนเวียนเทียนเมื่อถึงเวลากำหนด ทางวัดจะตีระฆังสัญญาณให้พุทธบริษัท ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสก และอุบาสิกา ประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถหรือลานพระเจดีย์ อันเป็นหลักของวัดนั้น ๆ พระภิกษุอยู่แถวหน้า ถัดไปเป็นสามเณร ท้ายสุดเป็นอุบาสก อุบาสิกา เมื่อพร้อมแล้วทุกคนจุดเทียนและธูป จากนั้นถือดอกไม้ธูปเทียนประนมมือ หันหน้าเข้าหาปูชนียสถานที่จะเวียนนั้น ว่านะโมตัสสะ... พร้อมกันสามจบ ต่อจากนั้นว่าคำถวายดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นเดินด้วยอาการประนม มือดอกไม้ธูปเทียน นั้นไปทางขวาของสถานที่ที่เวียน ระหว่างเดินเวียนพึงตั้งใจระลึกถึง พระพุทธคุณ โดยนัยบท อิติปิโส ภควา ในรอบแรก ระลึกถึงพระธรรมคุณ โดยนัยบท สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ฯลฯ ในรอบที่สอง และระลึกถึงพระสังฆคุณ โดยนัยบท สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ในรอบที่สาม
            เมื่อครบสามรอบแล้ว นำดอกไม้ธูปเทียนไปวางบูชาไว้ตามที่ที่ได้เตรียมไว้ ต่อจากนั้นจึงเข้าไปประชุมพร้อมกันในพระอุโบสถ วิหาร หรือศาลาการเปรียญ เริ่มทำวัตรค่ำ และสวดมนต์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ อย่างพิธีกรรมวันธรรมสวนะธรรมดา เสร็จแล้วมีเทศน์พิเศษที่เกี่ยวกับวันสำคัญนั้น ๆ ๑ กัณฑ์ เป็นอันเสร็จพิธี

พิธีกรรมที่สงฆ์พึงปฏิบัติ

พิธีเข้าพรรษา

            การเข้าพรรษา คือการที่พระภิกษุผูกใจว่าจะอยู่ประจำเสนาสนะวัดใดวัดหนึ่งตลอดเวลาสามเดือนในฤดูฝน ไม่ไปค้างแรมให้ล่วงราตรีในที่แห่งอื่นระหว่างที่ผูกใจนั้น
            ฤดูฝนสามเดือนนับแต่วันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปด ถึงวันเพ็ญเดือนสิบเอ็ด
การเข้าพรรษามีระเบียบพิธีดังนี้
            เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พระภิกษุ สามเณรทั้งหมดในวัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียน หรือภาชนะที่สมควรเพื่อใช้สักการะปูชนียวัตถุต่าง ๆ ในวัด และใช้สามีจิกรรมกันตามธรรมเนียม การประกอบพิธีต้องประชุมพร้อมกันในพระอุโบสถในตอนเย็นก่อนค่ำ
            ก่อนหน้าวันนี้หนึ่งหรือสองวัน มักมีธรรมเนียมสำหรับทายกทายิกา นำเครื่องสักการะมาถวายภิกษุสามเณรที่ตนเคารพนับถือ มีดอกไม้ ธูปเทียน ผ้าอาบน้ำฝน เป็นต้น นอกจากนี้ยังนิยมหล่อเทียนขนาดใหญ่ กะให้จุดตลอดสามเดือนถวายสงฆ์ เพื่อจุดเป็นพุทธบูชา ในพระอุโบสถ เริ่มแต่วันเข้าพรรษา บางแห่งร่วมกันหล่อเทียนเป็นงานใหญ่ก่อนวันเข้าพรรษาเจ็ดวันก็มี
            เมื่อถึงกำหนดเวลาตีระฆังสัญญาณ ให้ภิกษุสามเณรลงพร้อมกันในพระอุโบสถ จัดให้นั่งตามลำดับอาวุโส ไม่ใช่นั่งตามศักดิ์ เรียงแถวจากขวามือไปซ้ายมือ หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปประธาน เป็นแถว ๆ ไป สามเณรแยกกลุ่มออกไปให้พ้นหัตถบาสของกลุ่มภิกษุ
            กรณียที่พึงปฏิบัติต่อไปคือ ทำวัตรเย็น แสดงพระธรรมเทศนา หรืออ่านประกาศ วัสสูปนายิกากถา ทำสามิจิกรรมคือขอขมาโทษต่อกัน อธิษฐานพรรษา เจริญพระพุทธมนต์ และสักการะบูชาปูชนียวัตถุภายในวัด
            คำประกาศเรื่องวัสสูปนายิกา ควรมีสาระสำคัญดังนี้
                ๑)  บอกให้รู้เรื่องเข้าพรรษา
                ๒)  แสดงที่มาในบาลีวัสสูปนายิกาขันธกะวินัย โดยใจความ
                ๓)  บอกเขตของวัดนั้น ๆ ที่จะต้องรักษาพรรษา หรือที่เรียกกันว่ารักษาอรุณ
                ๔)  บอกเรื่องการถือเสนาสนะ และประกาศให้รู้ว่า จะให้ถืออย่างไร และจะต้องปฏิบัติอย่างไร

  

 

 

            การทำสามีจิกรรม  ขอขมาโทษต่อกัน เป็นหน้าที่ของภิกษุสามเณรทุกรูปในวัดนั้น ๆ จะต้องทำตามวินัยนิยม ควรทำร่วมกันทั้งวัดให้เสร็จภายในพระอุโบสถในวันเข้าพรรษา ทำเรียงตามลำดับอาวุโส มีระเบียบพึงปฏิบัติดังนี้
                ๑)  ผู้รับขมาโทษ นั่งพับเพียบหันหน้ามาทางผู้ขอขมา เมื่อผู้ขอขมากราบเริ่มประนมมือรับ
                ๒)  ผู้ขอขมาโทษคุกเข่ากราบสามครั้ง เฉพาะรูปที่เป็นพระสังฆเถระและเจ้าอาวาส
                ๓)  กราบแล้วยกพานเครื่องสักการะขึ้นประคองแค่อกน้อมกายลงเล็กน้อย กล่าวคำขอขมา
                ๔)  เมื่อผู้รับขมากล่าวคำอภัยโทษตามแบบแล้ว ผู้ขอขมาทั้งหมดรับคำให้อภัยตามแบบพร้อมกัน ด้วยอาการยกพานเครื่องสักการะขึ้นในท่าจบเล็กน้อย
                ๕)  เสร็จจากรูปหนึ่งแล้วทำกับอีกรูปหนึ่ง ต่อเนื่องกันไปจนถึงสามเณรรูปสุดท้ายเป็นอันเสร็จพิธี

            การอธิษฐานพรรษา  เมื่อเสร็จพิธีเบื้องต้นแล้ว ให้ภิกษุสามเณรทั้งหมดคุกเข่าพร้อมกัน หันหน้าไปทางพระพุทธรูปประธาน กราบพระสามครั้ง แล้วพระเถระผู้เป็นประธานนำประนมมือว่า นโมพร้อมกันสามจบ จากนั้นเปล่งคำอธิษฐานพรรษาพร้อมกันสามจบว่า
            อิมสฺสึ อาวาเส เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ แล้วกราบพระอีกสามครั้ง จากนั้นนั่งพับเพียบราบ
            การเจริญพระพุทธมนต์ต่อท้ายอธิษฐานพรรษา จะสวดบทใดแล้วแต่จะเห็นสมควร
พิธีถือนิสัย
            การถือนิสัยเป็นธรรมเนียมในพระวินัย พระภิกษุผู้ยังอยู่ในเขตเป็นนวกะคือพรรษายังไม่พ้นห้า จะต้องถือนิสัยต่อพระภิกษุผู้ใหญ่ในสำนักที่ตนอาศัยอยู่ และสามเณรทุกรูป ถ้ามิได้อยู่ในสำนักพระอุปัชฌายะ สมควรถือนิสัยต่อพระภิกษุผู้ใหญ่ในสำนักที่ตนอาศัยอยู่ พระภิกษุนวกะหรือสามเณร ถ้าเป็นผู้ย้ายมาจากสำนักอื่น ที่เรียกว่าพระอาคันตุกะ หรือสามเณรอาคันตุกะ ทุกรูปต้องประกอบพิธีถือนิสัยต่อท่านเจ้าอาวาสที่ตนมาสำนักใหม่นั้น ตั้งแต่ในระยะแรกที่ย้ายเข้ามา แต่ถือเป็นธรรมเนียมว่า พิธีถือนิสัยนี้ควรทำในวันเข้าพรรษาพร้อมกับพิธีเข้าพรรษาต่อหน้าพระสงฆ์ สามเณรทั้งวัดที่ชุมนุมกันเพื่อประกอบพิธีพรรษาในวันนั้น
            การถือนิสัยมีระเบียบพิธีดังนี้
            ภิกษุสามเณรผู้จะประกอบพิธีถือนิสัย พึงเตรียมเครื่องสักการะ มีพาน หรือกระบะใส่ดอกไม้กระทงหรือดอกบัวหนึ่งดอก และวางธูปสามดอกเทียนหนึ่งเล่ม แล้วพึงปฏิบัติดังนี้
                ๑)  เข้าไปนั่งยังที่ที่จัดเตรียมไว้ พร้อมแล้วเจ้าอาวาสจะมานั่งรับอยู่ข้างหน้า
                ๒)  คุกเข่าขึ้นพร้อมกัน กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ สามครั้ง
                ๓)  ใช้สองมือยกเครื่องสักการะถือประคองแค่อก น้อมตัวลงเล็กน้อย แล้วกล่าวคำขอนิสัยต่ออาจารย์ตามแบบในพระวินัย
                ๔)  กล่าวคำปฏิญาณท้ายคำขอนิสัยจบแล้ว พึงประเคนเครื่องสักการะต่ออาจารย์ แล้วถอยกลับมาคุกเข่าอยู่ที่เดิม แล้วกราบอาจารย์สามครั้ง แล้วนั่งพับเพียบประนมมือ ฟังโอวาทของอาจารย์ จบโอวาทแล้วเป็นอันเสร็จพิธี
พิธีทำสามีจิกรรม
            การทำสามีจิกรรม เป็นธรรมเนียมของสงฆ์อย่างหนึ่ง ที่ภิกษุสามเณรพึงทำความชอบต่อกันเพื่อความสามัคคี อยู่ร่วมกันด้วยความสงบนสุข หมายถึงการขอขมาโทษกัน ให้อภัยกัน โอกาสที่ควรทำสามีจิกรรมโดยนิยมมีดังนี้
                ๑)  ในวันเข้าพรรษา ทำกับภิกษุสามเณรในวัดเดียวกัน
                ๒)  ในระยะเข้าพรรษา หลังเข้าพรรษาระยะประมาณเจ็ดวัน ทำกับท่านที่เคารพนับถือ ซึ่งอยู่ต่างวัดกัน
                ๓)  ในโอกาสที่จะจากกันไปอยู่วัดอื่น หรือถิ่นอื่น นิยมทำต่อผู้มีอาวุโสกว่า เป็นการลาจากกัน

            สามีจิกรรมแบบขอขมาลาโทษ  ทำนอกพระอุโบสถ หรือนอกวัด
                ๑)  จัดเครื่องสักการะ คือ ดอกไม้ ธูปเทียน ครองผ้าให้เรียบร้อย ถ้าเป็นพระภิกษุให้พาดสังฆาฏิด้วย
                ๒)  ถือพานดอกไม้ ธูปเทียน ประคองสองมือเข้าไปหาท่านที่จะขอขมา คุกเข่าลงตรงหน้า ระยะห่างกันศอกเศษ วางพานทางซ้ายมือของตน กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง แล้วยกพานขึ้นประคองสองมือแค่อก กล่าวคำขอขมา
                ๓)  เมื่อท่านที่ตนขอขมากล่าวคำให้อภัยโทษแล้ว พึงรับคำตามแบบนิยม ถ้าท่านที่ตนขอขมาให้พรต่อท้าย พึงรับคำว่า สาธุ ภนฺเต แล้วน้อมพานเข้าไปประเคน และกราบอีกสามครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

            สามีจิกรรม แบบถวายสักการะ  เตรียมเครื่องสักการะอย่างเดียวแบบขอขมา ในการทำแบบนี้ผู้ที่ตนทำไม่จำเป็นต้องแก่อาวุโสกว่าตน ถ้าตนอาวุโสอ่อนกว่าพึงกราบสามครั้ง ถ้าอาวุโสแก่กว่าไม่ต้องกราบ เพียงแต่รับไหว้โดยนั่งพับเพียบประนมมือในเมื่อผู้อ่อนอาวุโสกว่ากราบ เป็นอันเสร็จพิธี

            คำขอขมาและคำอวยพร  (เว้น)
พิธีทำวัตรสวดมนต์

            การทำวัตร คือการทำกิจวัตรของพระภิกษุสามเณรและ อุบาสก อุบาสิกา เป็นการทำกิจที่ต้องกระทำเป็นประจำ จนเป็นวัตรปฏิบัติเรียกสั้น ๆ ว่า ทำวัตร ภิกษุสามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ผู้เข้าวัดรักษาศีลอุโบสถเป็นประจำ มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติประจำอย่างหนึ่งคือ ทำวัตร และต้องทำประจำ วันละสองเวลา คือเช้ากับเย็น กิจที่ต้องทำในการทำวัตรคือ สวดบูชาพระรัตนตรัย สวดพิจารณาปัจจัยที่บริโภคทุกวันตามหน้าที่ สวดเจริญกัมมัฏฐานตามสมควร และสวดอนุโมทนาทานของทายก กับสวดแผ่ส่วนกุศล

            การสวดมนต์ คือการสวดบทพุทธมนต์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนของพระสูตรก็มี ที่เป็นส่วนของพระปริตรก็มี ที่เป็นส่วนเฉพาะคาถาอันนิยม กำหนดให้นำมาสวดประกอบในการสวดมนต์เป็นประจำก็มี นอกเหนือจากบทสวดทำวัตร เมื่อเรียกรวมการสวดทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน ก็เรียกว่า ทำวัตรสวดมนต์
            ความมุ่งหมายของการทำวัตรสวดมนต์ ถือว่าเป็นอุบายสงบจิต นอกจากนั้นยังมีผลทางพระวินัย ที่สามารถเปลื้องมลทิลบางอย่างในการบริโภคปัจจัย โดยไม่ทันพิจารณาได้ และมีผลในการอนุโมทนาทานของทายกที่ถวายมาเป็นประจำ กับเป็นโอกาสให้ได้แผ่ส่วนบุญของตนแก่ผู้อื่นด้วยจิตใจบริสุทธิ์อีกด้วย
            ได้มีการกำหนดระเบียบและแบบการทำวัตรสวดมนต์ แยกประเภทบุคคลได้เป็นสามแบบใหญ่ ๆ คือ ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา และเด็กนักเรียน
แบบทำวัตรสวดมนต์ สำหรับภิกษุสามเณร

            ทำวัตรเช้า  ในวันปกติที่ไม่ใช่วันธรรมสวนะ เมื่อเสร็จภัตกิจตอนเช้าแล้ว เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. ตีระฆัง ภิกษุสามเณรประชุมพร้อมกันที่หอสวดมนต์ หรือในพระอุโบสถ แล้วปฏิบัติกิจวัตรคือ
                ๑)  เมื่อหัวหน้าลุกขึ้นจุดธูปเทียนหน้าที่บูชา ทั้งหมดลุกขึ้นยืนประนมมือ หรือนั่งคุกเข่าประนมมือ แล้วกล่าวคำบูชาสักการะว่า
                      โย โส ภควตา อรหํ สมฺมา สมฺ พุทฺโธ
                ๒)  จบบูชาสักการะแล้ว กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย อรหํ สมฺมา สมฺ พุทฺโธ ภควา ฯลฯ
                ๓)  นโมตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺธสฺส (ว่าสามจบ)
                ๔)  สวดบท พุทฺธาภิถุติ ธมฺมาภิถุติ สงฺฆาภิถุติ ต่อกัน
                ๕)  นั่งราบพับเพียบ แล้วสวดบท รตนตฺตยปฺปณาม คาถา และบท สํเวค ปริกิตฺตนปาฐ ต่อกัน
                ๖)  ถ้าจะสวดมนต์ประกอบด้วยก็สวดมนต์บทต่าง ๆ ที่กำหนดสวดในตอนเช้า
                ๗)  จบสวดมนต์แล้ว นำว่าบท ตงฺขณิกปจฺจเวกขณปาฐ แล้วสวดบท ปตฺติทาน คาถา

            ทำวัตรเย็น  ในวันปกติ เมื่อถึงเวลากำหนด ก็ตีระฆังสัญญาณเช่นกัน ภิกษุสามเณรลงประชุมในที่กำหนด พร้อมแล้วพึงปฏิบัติกิจวัตรดังนี้
                ๑)  ปฏิบัติเช่นเดียวกับ ทำวัตรเช้า
                ๒)  ว่านโม...แล้วต่อ บท พุทธานุสสติ ต่อด้วยบท พุทธาภิคีติ แล้วกราบขอขมาโทษพระพุทธ
                ๓)  สวดบท ธมฺมานุสฺสติ ต่อด้วย บท ธมฺมาภิคีติ แล้วกราบขอขมาโทษพระธรรม
                ๔)  สวดบท สงฺฆานุสฺสติ ต่อด้วยบท สงฺฆาภิคีติ แล้วกราบขอขมาพระสงฆ์
                ๕)  นั่งราบพับเพียบ แล้วสวดมนต์ที่กำหนดไว้สวดในตอนเย็น หรือจะสวดเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ตามที่เห็นควร
                ๖)  สวดมนต์จบแล้ว ว่าบท อดีตปจฺจเวกฺขณปาฐ แล้วตามด้วยบท อุทฺทิสนาธิฏฐานคาถา
พิธีกรรมวันธรรมสวนะ

            วันธรรมสวนะ คือวันกำหนดประชุมฟังธรรมที่เรียกเป็นคำสามัญทั่วไปว่า วันพระ เป็นประเพณีนิยมของพุทธบริษัท ที่ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาแต่ครั้งพุทธกาล โดยถือว่าการฟังธรรมตามกาล ย่อมก่อให้เกิดศิริมงคลและสติปัญญาแก่ผู้ฟัง วันกำหนดฟังธรรมนี้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้สี่วันในเดือนหนึ่ง ๆ คือ วันแปดค่ำ วัน ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ ของปักษ์ทั้งข้างขึ้นและข้างแรมทางจันทรคติ ทั้งสี่วันนี้ถือเป็นวันกำหนดประชุมฟังธรรมโดยปกติ และนิยมรักษาปกติอุโบสถ
            การประชุมฟังธรรมในวันธรรมสวนะ มีพิธีกรรมที่ปฏิบัติโดยนิยม ดังนี้
                ๑)  ตอนเช้า เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกันในสถานที่กำหนดแสดงธรรม จะเป็นอุโบสถ วิหาร ศาการเปรียญภายในวัด มีพระพุทธรูปและที่บูชา ประดิษฐานอยู่ในที่เหมาะสม
                ๒)  ภิกษุสามเณรทำวัตรเช้า ด้วยการบูชาพระรัตนตรัย (อรหํ สมฺมา สมฺ พุทฺโธ ภควา ฯลฯ)
                ๓)  สวด ปุพฺพภาคนมการ นโม...
                ๔)  สวดพุทฺธาภิถุติ (โยโส ตถาคโต) ธมฺมาภิตุติ (โยโส สฺวากฺขาโต...) สงฺฆาภตุติ(โยโส สุปฏิปนฺโน...)
                ๕)  สวด รตนตฺตยปฺปณามคาถา และ สงฺเวคปริกิตฺคนปาฐ ต่อ (พุทฺโธ สุสุทฺโธ...)
            เมื่อภิกษุสามเณรทำวัตรจบเพียงนี้ อุบาสกอุบาสิกาเริ่มทำวัตรตามบทที่กล่าวแล้วในเรื่องพิธีรักษาอุโบสถ
            เสร็จพิธีทำวัตร ประกาศอุโบสถ พระธรรมกถึกขึ้นธรรมาสน์ อุบาสกอุบาสิกาทั้งหมดคุกเข่าพนมมือกล่าวคำ อาราธนาอุโบสถศีลพร้อมกัน พระธรรมกถึกให้ศีลแปด เป็นอุโบสถศีล รับศีลแล้วพระธรรมกถึกแสดงธรรม พึงประนมมือฟังด้วยความตั้งใจจนจบ
            เมื่อเทศน์จบแล้วกล่าวคำสาธุการตามแบบที่กล่าวในเรื่องการรักษาอุโบสถ
พิธีทำสังฆอุโบสถ

            สังฆอุโบสถ เป็นธรรมเนียมของพระภิกษุตามพุทธบัญญัติ พระภิกษุทุกรูปต้องทำอุโบสถกรรมทุกกึ่งเดือน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นที่มีพุทธานุญาตไว้ จะเว้นหรือขาดการกระทำเสียมิได้ อุโบสถกรรมนี้ ต้องทำในสีมาชนิดใดชนิดหนึ่งตามพระวินัย วัดส่วนมากมีพัทธสีมาประจำวัด พระภิกษุทั้งวัดต่างร่วมกันทำภายในเขตพัทธสีมา คือโรงอุโบสถทุกวันอุโบสถ ถ้าวัดไหนยังไม่มีพัทธสีมา และจะกำหนดสีมาชนิดอื่นตามพระวินัย ใช้เป็นเขตสังฆกรรมไม่เหมาะ ก็ให้ไปรวมทำกับสงฆ์วัดใกล้ที่สุด อุโบสถกรรมที่พระภิกษุร่วมกันทำตั้งแต่สี่รูปขึ้นไปเรียกว่า สังฆอุโบสถ

ทำเป็นการสงฆ์ ต้องสวดพระปาฏิโมกข์ ในท่ามกลางสงฆ์เป็นหลักของการกระทำ ถ้าพระภิกษุต่ำกว่าสี่รูป ร่วมกันทำเรียกว่า ปาริสุทธิอุโบสถ ทำเป็นการคณะห้ามสวดพระปาติโมกข์ ให้พระภิกษุแต่ละรูปบอกความบริสุทธิ์ของตน ๆ เป็นการปฏิญาณตนต่อกันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากอาบัติโทษ เป็นหลักของการทำ ถ้ามีรูปเดียวเท่านั้นเรียกว่า อธิษฐานอุโบสถ ทำเป็นการบุคคล ทำด้วยอธิษฐานใจตนเอง เป็นหลักของการทำ สำหรับอุโบสถกรรมทั้งสามอย่างดังกล่าว สังฆอุโบสถเป็นสำคัญยิ่ง และทำกันเป็นหลักสืบต่อกันมา มีระเบียบแบบแผนที่ถือปฏิบัติเป็นหลัก

            หลักการทำสังฆอุโบสถ  มีอยู่เจ็ดประกอบด้วยกัน ดังนี้
                ๑)  สังฆอุโบสถต้องทำภายในสีมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ถูกต้องตามพระวินัย
                ๒)  วันที่ทำนั้นเป็นวันดิถีที่ ๑๔ หรือ ๑๕ ทางจันทรคติ หรือเป็นวันสามัคคีตามพระวินัยกำหนด คือต้องเป็นวันกึ่งเดือน วันสิ้นเดือน หรือวันที่สงฆ์ตกลงปรองดองกันวันใดวันหนึ่งจึงทำได้
                ๓)  ในการทำนั้นมีภิกษุประชุมร่วมกันเป็นสงฆ์ตั้งแต่สี่รูปขึ้นไป
                ๔)  ภิกษุที่ประชุมทำร่วมกันนั้นไม่เป็นผู้ต้องสภาคาบัติ หรือเป็นผู้ต้องสภาคาบัติ แต่ได้สวดประกาศก่อนทำแล้วโดยชอบด้วยพระวินัย

                ๕)  ในที่ประชุมสงฆ์นั้นไม่มีบุคคลที่ว่างเว้นอยู่ภายในหัตถบาส
                ๖)  พระสงฆ์ทั้งนั้นได้ทำบุพกรณ์ และบุพกิจของอุโบสถกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
                ๗)  มีการสวดพระปาฏิโมกข์ให้ได้ฟังทั่วกันในท่ามกลางสงฆ์เป็นกรณียะสุดท้าย

            ระเบียบพิธี  เพราะหลักการทำอุโบสถตามพระวินัยมีดังกล่าว การทำสังฆอุโบสถจึงเกิดมีระเบียบพิธีนิยมกันเป็นหลักทั่ว ๆ ไป ดังนี้
                ๑)  กำหนดเวลาทำแล้วแต่วันนั้น ๆ จะกำหนดให้ตายตัว ตามความเหมาะสมแก่ท้องถิ่นว่าจะทำในเวลาใด เมื่อกำหนดเวลาทำอุโบสถกรรมในวันอุโบสถไว้ตายตัวแล้ว พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะได้มาประชุมทำอุโบสถกรรมร่วมกันได้ตามเวลา
                ๒)  ในวันอุโบสถก่อนถึงเวลากำหนดทำอุโบสถกรรม เจ้าอาวาสจะต้องจัดการให้ปัดกวาดโรงอุโบสถให้สะอาดเรียบร้อย ตั้งหรือปูลาดอาสนะหรือตั้งเตียงสวดพระปาฏิโมกข์ไว้กลางให้พร้อม ตั้งน้ำใช้เช่นน้ำล้างเท้าไว้ในที่ที่ควร และจัดตั้งน้ำฉันไว้ภายในอาสนะสงฆ์ตามสมควรด้วย ถ้าเวลาทำอุโบสถกรรมเป็นเวลาค่ำ ต้องเตรียมประทีปสำหรับตามในโรงอุโบสถไว้ให้พร้อม เมื่อถึงกำหนดเวลาก็ให้ตีระฆังสัญญาณให้พระสงฆ์ทั้งวัดทราบ
                ๓)  ก่อนถึงเวลาทำอุโบสถกรรมเล็กน้อย เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปในวัด ถ้ารูปใดรู้ว่าตนเองมีอาบัติโทษประเภทเทศนาคามินีอยู่ ก็แสดงแก่เพื่อนสหธรรมิกรูปใดรูปหนึ่งเสียให้เรียบร้อย เมื่อได้ยินสัญญาณให้ลงทำอุโบสถกรรมแล้วให้รีบลงไปพร้อมกันในโรงอุโบสถ นั่งภายในอาสนะสงฆ์ตามลำดับอาวุโส หันหน้าไปทางพระพุทธรูปประธานก่อน
                ๔)  เมื่อพร้อมแล้วผู้เป็นประธานสงฆ์ให้พระภิกษุเจ้าหน้าที่จัดการนับจำนวนพระสงฆ์ที่ประชุมในวันนั้น สมัยก่อนนับด้วยติ้ว คือมีราวร้อยไม้ติ้ว ซึ่งทำด้วยซี่ไม้ไผ่จำนวนมากกว่าสงฆ์ที่ประจำในวัดนั้น โดยปกติรูดติ้วไปรวมไว้ซีกของราว ตั้งราวติ้วไว้ท้ายอาสนะสงฆ์ เมื่อพระภิกษุลงมาประชุม ก่อนเข้านั่งยังอาสนะต้องรูดติ้วอันหนึ่งไปทางราวติ้วอีกซีกหนึ่ง การนับจำนวนสงฆ์ที่เข้าประชุมก็จะนับจากไม้ติ้วนี้ แต่ในปัจจุบันใช้บัญชีเรียกชื่อ ซึ่งสะดวกและแน่นอนกว่า
                ๕)  เริ่มทำวัตรเย็นจบแล้ว พระสงฆ์ทั้งนั้นล้อมวงนั่งพับเพียบหันหน้าเข้าหาเตียงปาติโมกข์ ซึ่งตั้งอยู่กลางชุมนุม นั่งให้เข่าชิดเข่าของรูปอื่นไปเป็นลำดับ และได้หัตถบาสตั้งแต่เตียงปาติโมกข์ออกไปจนสุดแนวสงฆ์ ควรปิดประตูทางเข้าโรงอุโบสถด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่สังฆกรรมในขณะทำอุโบสถ
                ๖)  เมื่อพร้อมดังนี้แล้ว ก็เริ่มดำเนินการสวดพระปาติโมกข์ตามแบบของวัดนั้น ๆ ไปจนจบ ให้ชอบด้วยพระวินัยทุกประการ
                ๗)  จบพระปาติโมกข์แล้ว พระสงฆ์ทั้งนั้นกระจายออกนั่งเป็นแถว หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปประธาน พระเถระนำสวดมนต์ต่อท้ายพระปาติโมกข์พอสมควร สวดสีลุทฺเท เป็นหลัก นอกนั้นสุดแต่จะเลือกสวด จบลงด้วยบทกรวดน้ำแผ่ส่วนกุศล หรือ อิมินา ปญฺญกมฺเมน...เป็นอันเสร็จพิธี

            ระเบียบทำปาริสุทธิอุโบสถ  ท่านห้ามสวดพระปาติโมกข์ ให้บอกความบริสุทธิ์แก่กัน แทนการสวดพระปาติโมกข์ ดังนี้
            เมื่อถึงวันอุโบสถ ให้ภิกษุที่มีอยู่สามรูป ประชุมกันในโรงอุโบสถ ช่วยกันทำบุพกรณ์แห่งอุโบสถกรรม และกิจที่สมควรแก่คณะพึงทำให้เสร็จก่อน ให้รูปหนึ่งตั้งญัติประกาศทำปาริสุทธิอุโบสถ เป็นการคณะ แล้วภิกษุเถระพึงคุกเข่าประนมมือ บอกความบริสุทธิ์ของตนตามแบบสามหน ภิกษุนอกนี้พึงทำอย่างเดียวกัน เรียงตัวตามลำดับพรรษา เป็นอันเสร็จ

           ระเบียบทำอธิษฐานอุโบสถ  ให้ทำกิจที่ควรทำในการทำอุโบสถกรรมนั้นก่อน แล้วรอภิกษุจากที่อื่นจะมีมาร่วมด้วยบ้างจนหมดเวลา เห็นว่าไม่มีใครมาแล้ว ให้อธิษฐานใจของตนเองว่า อชฺช เม อุโปสโถ แปลว่า วันนี้อุโบสถของเรา เพียงเท่านี้เป็นอันเสร็จพิธี
            ภิกษุจะเลือกทำอุโบสถกรรมที่ง่ายกว่าที่ยากไม่ควร มีห้ามไว้ว่า อย่าได้ปลีกตัวไปไหน แม้ในอาวาสที่ไม่มีภิกษุพอสวดพระปาติโมกข์ได้ ก็ให้พระเถระจัดส่งภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไปเรียนมาจากสำนักอื่น ถ้าจัดการไม่สำเร็จตามนี้ ท่านห้ามไม่ให้จำพรรษาอยู่ในที่นั้น แต่ข้อนี้ถ้าอาจจะไปรวมทำสังฆอุโบสถในอาวาสอื่นได้ ตามกำหนดก็ไม่ห้ามเด็ดขาด จะจำพรรษาอยู่ในอาวาสนั้นก็ควร
พิธีออกพรรษา

            ออกพรรษา หมายถึงกาลสิ้นสุดกำหนดอยู่จำพรรษาของภิกษุตามพระวินัยบัญญัติ มีพิธีเป็นสังฆกรรมพิเศษโดยเฉพาะ เรียกว่า ปวารณากรรม คือการทำปวารณาของพระภิกษุที่อยู่ร่วมกันมาตลอดสามเดือน คือ ยินยอมให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ทุกกรณี ไม่ต้องเกรงกันว่าเป็นผู้ใหญ่ผู้น้อย การทำปวารณากรรมนี้ ทำในวันสุดท้ายที่ครบสามเดือนนับแต่วันเข้าพรรษา จึงตกในวันเพ็ญเดือนสิบเอ็ดของทุกปี ในวันนี้พระภิกษุสงฆ์ไม่ต้องทำอุโบสถกรรม คือสวดปาติโมกข์อย่างวันเพ็ญ หรือวันสิ้นเดือนอื่น ๆ แต่มีพระวินัยบัญญัติให้ทำปวารณากรรมแทนการสวดพระปาติโมกข์ ในปีหนึ่ง ๆ วัดหนึ่งจะมีปวารณากรรมได้เพียงครั้งเดียว เป็นหน้าที่บังคับให้พระภิกษุทุกรูปต้องทำ เพราะภิกษุที่ทำปวารณากรรมแล้ว พ้นข้อผูกพันที่ต้องอยู่ประจำ
            ปวารณากรรมหรือการออกพรรษา มีพิธีที่ต้องปฏิบัติเป็นธรรมเนียม ถือเป็นระเบียบได้ดังนี้
                ๑)  ในวันเพ็ญเดือนสิบเอ็ด ต้องทำบุพกรณ์ และบุพกิจ เหมือนการทำอุโบสถสังฆกรรม เว้นแต่ในส่วนบุพกิจไม่นำปาริสุทธิ เปลี่ยนเป็นนำปวารณาของภิกษุไข้มา เมื่อถึงกำหนดเวลาที่พระสงฆ์เคยลงทำอุโบสถกรรม สวดพระปาติโมกข์ตามปกติ จะมีการตีระฆังสัญญาณให้พระภิกษุสามเณรทั้งวัดลงประชุมพร้อมกันในโรงอุโบสถ ภิกษุครองผ้าสังฆาฏิ สามเณรครองผ้าตามแบบแผนของวัดนั้น ๆ พระภิกษุนั่งบนอาสนะสงฆ์ตามลำดับพรรษา แก่อ่อนจากขวามาซ้ายเรียงเป็นแถว ๆ ไป หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปประธาน สุดแถวพระสงฆ์แล้ว เว้นระยะพอสมควรไม่ต่ำกว่าสองศอก ให้สามเณรนั่งตั้งแถวของตนใหม่ต่างจากแถวพระภิกษุ จัดนั่งเช่นพิธีเข้าพรรษา
                ๒)  เริ่มต้นทำวัตรเย็น เมื่อทำวัตรจบแล้วให้สามเณรกลับออกไป เพราะพิธีต่อไปเป็นพิธีของพระภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะ
                ๓)  เจ้าอาวาสหรือพระสังฆเถระผู้ฉลาดในสังฆกรรมขึ้นนั่งเตียงปาติโมกข์ ประกาศชี้แจงเรื่องการทำปวารณากรรมให้เข้าใจทั่วกันก่อน แล้วเริ่มบอกบุพกรณ์บุพกิจของปวารณากรรม เสร็จแล้วตั้งญัตติปวารณากรรม ต่อจากนั้นพระสงฆ์พึงปวารณากรรมกันตามแบบโดยลำดับอาวุโส ถ้ามีพระภิกษุเป็นจำนวนมาก จะปวารณาเรียงตัวรูปละสามจบ ตามแบบไม่สะดวก เพราะต้องใช้เวลามาก จะประกาศให้สงฆ์ปวารณาเพียงว่าจบเดียว และให้ผู้มีพรรษาเท่ากันปวารณาพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้ต้องบอกแจ้งในญัติว่า จะใช้เอกวาจิกาสมานวัสสิกาปวารณาก่อน
                ๔)  ระเบียบการปวารณาที่นิยมกัน ให้พระสงฆ์ทั้งนั้นนั่งพับเพียบเรียงแถวไม่ละหัตบาส ตามลำดับอาวุโส ทุกรูปหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปประธาน ผู้แก่อาวุโสปวารณาก่อน เมื่อถึงลำดับตนแล้วพึงคุกเข่าว่าคำปวารณา จบแล้วนั่งพับเพียบตามเดิม โดยนัยนี้จนได้ปวารณาครบทุกรูป
                ๕)  เมื่อปวารณาเสร็จ มีสวดมนต์ต่อท้าย นอกจาก นโม  พุท์ธํ แล้วสวด สีลุท เทสปาฐ เจ็ดตำนานย่อ สาราณียธรรมสูตร อปริหานิยธรรมสูตร  อรหํ ยํยํ ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ...ยา เทวตา..หรือ อิมินา... เมื่อสวดจบเป็นอันเสร็จพิธี
                ๖)  ภิกษุทุกรูปเมื่อปวารณาแล้ว ในวันปวารณานั้นจะต้องพักรักษาราตรีอยู่ประจำที่อีกหนึ่งคืน เมื่อพ้นคืนวันปวารณาไปแล้ว จึงจะจาริกไปแรมคืนที่อื่นได้
พิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ

            วันเทโวโรหณะ คือวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลก หลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาอยู่ในดาวดึงส์ พิภพถ้วนไตรมาส และตรัสพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดาในเทวโลก มาตลอดสามเดือน พอออกพรรษาแล้ว ก็ได้เสด็จกลับมายังมนุษย์โลก โดยเสด็จลงทางบันไดสวรรค์ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร ซึ่งตั้งอยู่เหนือเมืองสาวัตถี วันเสด็จลงจากเทวโลกนั้นเรียกว่า วันเทโวโรหณะ ตรงกับวันมหาปวารณาเพ็ญเดือนสิบเอ็ด ถือกันว่าเป็นวันบุญวันกุศลที่สำคัญวันหนึ่ง โบราณเรียกว่า วันพระเจ้าเปิดโลก รุ่งขึ้นจากวันนั้นเป็นวันแรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ด จึงมีการทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จลงมาจากเทวโลกของพระพุทธเจ้า
            พิธีตักบาตรเทโว ฯ ที่นิยมกันทั่วไปในปัจจุบันจัดทำขึ้นในวัด มีระเบียบพิธี ดังนี้
            ก่อนถึงวันแรม หนึ่งค่ำ เดือนสิบเอ็ด ซึ่งกำหนดเป็นวันทำบุญตักบาตร ทางวัดที่จะจัดให้มีงานทำบุญตักบาตร จะต้องเตรียมคือ
               ๑)  รถทรงพระพุทธรูป หรือ คานหามพระพุทธรูป เพื่อชักหรือหามนำหน้าพระสงฆ์ในการรับบาตร มีที่ตั้งพระพุทธรูปตรงกลาง ประดับรถหรือคานหามด้วยราชวัติ ฉัตร ธง โดยรอบพอสมควร มีที่ตั้งบาตร สำหรับรับบิณฑบาตตรงหน้าพระพุทธรูป ส่วนตัวรถหรือคานหามจะประดับอย่างไรก็ตามแต่ศรัทธา ถ้าไม่สามารถจัดรถหรือคานหาม จะใช้อุบาสกเป็นผู้เชิญพระพุทธรูปก็ได้ และมีผู้ถือบาตรตามสำหรับรับบิณฑบาต
                ๒)  พระพุทธรูปยืนหนึ่งองค์ สำหรับเชิญขึ้นประดิษฐานบนรถทรงหรือคานหาม แล้วชักหรือหามนำขบวนรับบาตรเทโว ฯ แทนองค์พระพุทธเจ้า จะใช้พระปางห้ามญาติ ปางห้ามสมุทร ปางรำพึง ปางถวายเนตร หรือปางลีลา ปางใดปางหนึ่งก็ได้
                ๓)  เตรียมสถานที่ให้ทายกทายิกาตั้งเครื่องใส่บาตร โดยจะจัดลานวัดหรือบริเวณรอบ ๆ โรงอุโบสถเป็นที่กลางแจ้งแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ จัดให้ตั้งเป็นแถวเป็นแนวเรียงรายติดต่อกันเป็นลำดับ
                ๔)  แจ้งกำหนดการต่าง ๆ ให้ทายกทายิกาทราบล่วงหน้าก่อนว่า จะกำหนดให้ทำบุญตักบาตรพร้อมกันเวลาใด
            สำหรับทายกทายิกา จะต้องเตรียมและดำเนินการดังนี้
                ๑)  เตรียมภัตตาหารสำหรับใส่บาตร มีสิ่งหนึ่งซึ่งถือเป็นประเพณีจะขาดเสียมิได้ คือ ข้าวต้มลูกโยน เพราะถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของงานนี้คือ ข้าวต้มลูกโยน
                ๒)  เมื่อถึงกำหนดก็นำเครื่องใส่บาตรทั้งหมดไปตั้งที่วัดตามที่ทางวัดเตรียมให้ รอจนขบวนพระมาถึงหน้าคนจึงใส่บาตร ให้ใส่ตั้งแต่พระพุทธรูปที่นำหน้าพระสงฆ์ไปเป็นลำดับ
                สำหรับภิกษุสามเณรผู้เข้ารับบิณฑบาตร ให้ชักแถวเดินมีรถทรงหรือคานหามพระพุทธรูปนำหน้าแถว

ทานพิธี
การถวายทาน

            หลักสำคัญของการถวายทานเป็นการสงฆ์ จะต้องตั้งใจถวายแก่สงฆ์จริง ๆ อย่างเลือกว่าเป็นผู้ใด มิฉะนั้นจะเกิดความยินดียินร้ายไปตามบุคคลผู้รับ ซึ่งจะเสียพิธีสังฆทานไป

            การเตรียมทานวัตถุ  ที่ต้องการถวายให้เสร็จเรียบร้อยตามศรัทธา และทันเวลาถวาย ถ้าเป็นภัตตาหาร จีวร และคิลานเภสัช ซึ่งเป็นของยกประเคนได้ จะเป็นของถวายเนื่องด้วยกาลหรือไม่ก็ตาม ต้องจัดให้ถูกต้องตามนิยมของทานชนิดนั้น ๆ แต่ถ้าเป็นเสนาสนะหรือเครื่องเสนาสนะ ซึ่งต้องก่อสร้างกับที่ และเป็นของใหญ่ใช้ติดที่ต้องเตรียมการตามสมควร

            การเผดียงสงฆ์  คือแจ้งความจำนงที่จะถวายทานนั้น ๆ ให้สงฆ์ทราบ ถ้าเป็นภัตตาหาร จีวร คิลานเภสัช ซึ่งมีจำนวนจำกัดไม่ทั่วไปแก่สงฆ์ทุกรูปในวัด ก็ขอให้เจ้าอธิการสงฆ์ จัดพระสงฆ์ผู้รับให้ตามจำนวนที่ต้องการ และนัดแนะสถานที่กับกำหนดเวลาให้เรียบร้อย ถ้าเป็นเสนาสนะหรือเครื่องเสนาสนะ ซึ่งปกติจะต้องก่อสร้างภายในวัดอยู่แล้ว ก็ขอผู้แทนสงฆ์ตามจำนวนที่ต้องการ และกำหนดวันเวลารับ สำหรับสถานที่รับ ควรเป็นบริเวณที่ตั้งเสนาสนะ หรือเครื่องเสนาสนะนั้นๆ

            ในการถวายทานถ้ามีพิธีอื่น ๆ ประกอบด้วยก็เป็นเรื่องของพิธีแต่ลำอย่างๆ ไป พิธีถวายทาน ฝ่ายทายกพึงดำเนินพิธี ดังนี้
                ๑)  จุดธูปเทียน หน้าที่บูชาพระ
                ๒)  อาราธนาศีล และรับศีล

                ๓)  ประนมมือกล่าวคำถวายทานนั้น ๆ ตามแบบในการกล่าวคำถวายทุกครั้งต้องตั้งนโม ก่อนสามจบ ถ้าถวายรวมกันมากคน ควรว่านมโมพร้อมกันก่อน แล้วหัวหน้ากล่าวคำถวายให้ผู้อื่นว่าตามเป็นตอน ๆ ทั้งคำบาลี และคำแปลจนจบ ต่อจากนั้นถ้าเป็นของควรประเคนก็ประเคน แต่จะประเคนสิ่งของประเภทอาหารหลังเที่ยงไม่ได้ เสนาสนะหรือวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ไม่สามารถยกประเคนได้ ใช้หลั่งน้ำลงบนหัตถ์ของพระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธี ก็ถือว่าได้ประเคนแล้ว
            พระสงฆ์ที่ได้รับอาราธนา เมื่อรับสังฆทานในขณะที่ทายกกล่าวคำถวายทาน จะประนมมือเป็นอาการแสดงถึงการับทานโดยเคารพ เมื่อทายกกล่าวคำถวายทานจบแล้ว เปล่งวาจาสาธุพร้อมกัน บางพวกเมื่อทายกกล่าวคำถวายทานจบแล้ว จึงประนมมือเปล่งวาจาสาธุพร้อมกัน เมื่อเสร็จการประเคนแล้ว พึงอนุโมทนาด้วยบท
                ๑)  ยถา...
                ๒)  สพฺพีติโย...
                ๓)  บทอนุโมทนาโดยควรแก่ทาน
                ๔)  ภวตุ สพฺพมงฺคลํ ...
            ขณะพระสงฆ์อนุโมทนา ทายกพึงกรวดน้ำ เมื่อพระสงฆ์เริ่มบทยถา... พอถึงบท สพฺพีติโย... เป็นต้นไป พึงประนมมือรับพรไปจนจบ แล้วกราบสามหน เป็นอันเสร็จพิธีถวายทาน
การถวายสังฆทาน
            สังฆทาน  คือทานที่อุทิศให้แก่สงฆ์ มิได้เจาะจงแก่บุคคล โดยนิยมที่เข้าใจกันทั่วไปก็คือ การจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ไม่เกี่ยวกับการถวายทานวัตถุอย่างอื่น การจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์อย่างนี้เรียกว่าสังฆทาน มีแบบแผนมาแต่ครั้งพุทธกาล แต่ในครั้งนั้นท่านแบ่งสังฆทานไว้ถึงเจ็ดประการด้วยกันคือ
                ๑)  ถวายแกหมู่ภิกษุ และภิกษุณี มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
                ๒)  ถวายแก่หมู่ภิกษุ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
                ๓)  ถวายแก่หมู่ภิกษุณี มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
                ๔)  ถวายแก่หมู่ภิกษุ และภิกษุณี
                ๕)  ถวายแก่หมู่ภิกษุ
                ๖)  ถวายแก่หมู่ภิกษุณี
                ๗)  ข้อร้องต่อสงฆ์ให้ส่งใคร ๆ ไปรับแล้วถวายต่อผู้นั้น
            ในการถวายสงฆ์ดังกล่าว นิยมตั้งพระพุทธรูปเป็นประธาน ซึ่งอนุโลมเข้าในประเภทถวายแก่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข และทานวัตถุที่ถวายเป็นสังฆทาน มีภัตตาหารเป็นที่ตั้ง นอกนั้นจะมีของบริวารอื่น ๆ ตามสมควรก็ได้ ข้อสำคัญของการถวายสังฆทานมีอยู่ว่า ต้องตั้งใจถวายเป็นสงฆ์จริง ๆ ผู้รับจะเป็นบุคคลชนิดใดก็ตาม ผู้ถวายต้องตั้งใจต่อพระอริยสงฆ์ มีระเบียบพิธีนิยมดังนี้
                ๑)  พึงเตรียมภัตตาหารใส่ภาชนะให้เรียบร้อย จะถวายกี่รูปก็ได้และแต่ศรัทธา การเผดียงสงฆ์นิยมทำกันสองวิธีคือ เผดียงจากรูปที่ออกบิณฑบาตในตอนเช้า ผู้มาถึงเฉพาะหน้าในขณะนั้นให้ครบตามจำนวนที่ต้องการวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งเผดียงต่อภัตตุเทศน์ในวัดหรือเจ้าอาวาส ให้จัดพระสงฆ์ตามจำนวนที่ต้องการไปรับ
                ๒)  สถานที่ถวายถ้าเป็นในบ้าน ควรจัดสถานที่ให้เรียบร้อย ถ้ามีพระพุทธรูปควรตั้งที่บูชาด้วยพอสมควร เมื่อพระสงฆ์มาพร้อมกันแล้ว ให้นำภัตตาหารที่จัดเตรียมไว้มาตั้งตรงหน้าพระสงฆ์ พร้อมแล้วอาราธนาศีล แล้วรับสมาทาน จบแล้วกล่าวคำถวาย ควรว่าทั้งคำบาลี และคำแปลด้วย

            คำถวายสังฆทาน (ประเภทสามัญ)
                อิมานิ มยํ ภนฺเต , ภตฺตานิ, สปริวารานิ, ภิกฺขุสงฺฆสฺส, โอโณ ชยาม, สาธุ โน ภนฺเต, ภิกขุสงฺโฆ,
                อิมานิ ภตฺตานิ, สปริวารานิ, ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ, ฑีฆรตฺตํ , หิตาย สุขาย.
                ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายภัตตาหาร กับบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหาร กับบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนาน เทอญ ฯ

            คำถวายสังฆทาน (ประเภทอุทิศให้ผู้ตาย)
                อิมานิ มยํ ภนฺเต , มตกภตฺตานิ , สปริวารานิ , ภิกฺขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม , สาธุ โน ภนฺเต , ภิกขุสงฺโฆ ,
                อิมานิ, มตกภตฺตานิ , สปริวารานิ. ปฏิคคณฺหาตุ , อมฺหากณฺเจว. มาตาปิตุ อาทีนญฺจ ญาตกานํ, กาลกตานํ ,
                ฑีฆรตฺตํ , หิตาย, สุขาย
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายมตกภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหาร กับบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้น ผู้ทำกาละล่วงลับไปแล้วด้วย สินกาลทาน เทอญ ฯ
            ในขณะกล่าวคำถวาย พระสงฆ์พึงประนมมือ พอกล่าวคำถวายจบพึงรับ "สาธุ" พร้อมกัน จากนั้นประเคนภัตตาหาร และของบริวารแก่พระสงฆ์ บทวิเสสอนุโมทนาที่นิยมในทานนี้ ใช้บทมงคลจักรวาลน้อยเป็นพื้น
            ขณะพระสงฆ์ว่า ยถา... พึงกรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรต่อไปจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี
การถวายสลากภัตต์
            สลากภัตต์  คือภัตตาหารที่ทายกทายิกาถวายตามสลาก นับเข้าในสังฆทาน พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตไว้ในอนุศาสน์แผนกนิสสัยสี่ ว่าเป็นอดิเรกลาภส่วนหนึ่ง เมื่อครั้งพุทธกาล ถวายกันโดยไม่นิยมกาล สุดแต่ศรัทธาเมื่อใดก็ถวายเมื่อนั้น ในประเทศไทยปัจจุบันนิยมทำกันในเดือนที่มีผลไม้ต่าง ๆ บริบูรณ์มาก จัดถวายภัตตาหารพร้อมด้วยผลไม้นั้น ๆ ด้วยสลาก เช่นจัดถวายหน้ามะม่วงก็เรียกว่า สลากภัตต์มะม่วง ระยะถวายสลากภัตต์ ส่วนมากอยู่ระหว่างเดือนหกถึงเดือนเจ็ด ก่อนเข้าพรรษา สงเคราะห์เข้าในการถวายผลอันเป็นเลิศที่เกิดแต่พืชในสวนในไร่ของตน ซึ่งนิยมกันมาแต่ครั้งโบราณ แต่สลากภัตต์ส่วนมากเป็นสังฆทานหมู่ ซึ่งทายกทายิการ่วมกันทั้งหมู่บ้านถวาย จึงเป็นทานสามัคคีของชาวบ้าน

            วิธีทำสลากภัตต์ ที่ทำกันเป็นประเพณีโดยมาก มีหัวหน้าทายกทายิกาป่าวร้องกัน แล้วกำหนดวันเวลาสถานที่ตามแต่สะดวก ส่วนมากจะถวายตามวัดในหมู่บ้านนั้น ๆ หรือตามศาลาโรงธรรมในละแวกบ้านนั้น เมื่อถึงวันกำหนด ผู้รับสลากภัตต์ก็จัดภัตตาหารกับไทยธรรม ซึ่งมักประกอบด้วยผลไม้ในฤดูนั้น ๆ นำไปยังสถานที่กำหนด บางรายทำอย่างครึกครื้นแห่แหนกันไป ครั้นประชุมพร้อมกันในสถานที่กำหนดแล้ว หัวหน้าทายกทายิกา ก็ให้ผู้รับสลากภัตต์ทุกคนจับฉลาก เมื่อจับได้ชื่อรูปใดก็ถวายรูปนั้น บางทีเขียนเป็นตัวเลข ให้เท่ากับจำนวนสงฆ์ที่จะรับ แล้วทำเป็นธงให้ทายกทายิกาจับ จับได้แล้วก็เสียบไว้ที่ทานวัตถุของตน แล้วทำเป็นธงให้ทายกทายิกาจับ จับได้แล้วก็เสียบไว้ที่ทานวัตถุของตน แล้วทำสลากอีกส่วนหนึ่งลงเลขจำนวนตรงกันกับที่ให้ทายกทายิกาจับไปแล้วม้วนเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้ภิกษุสามเณรจับ ถ้ารูปใดจับได้ตรงกับเลขของใคร ก็ให้ผู้นั้นถวายแก่รูปนั้นโดยนำไปตั้งไว้ตรงหน้าผู้รับ
            เมื่อเสร็จพิธีจับสลากของทายกทายิกาแล้ว จึงกล่าวถวายสลากภัตต์พร้อมกัน เมื่อจบคำถวายเป็นภาษาบาลีแล้วควรว่าคำแปลด้วย

            คำถวายสลากภัตต์
                เอตานิ มยํ ภนฺเต  , สลากภตฺตานิ , สปริวารานิ , อสุกฏฺฐาเน , ฐปิตานิ , ภิกขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม , สาธุโน ภนฺเต , ภิกขุสงฺโฆ
                เอตานิ , สลากภตฺตานิ , สปริวารานิ ปฏิคคณฺหาตุ , อมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ภัตตาหารกับบริวารทั้งหลาย ซึ่งตั้งไว้ ณ ที่โน้นที่นั้น ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ซึ่งภัตตาหารกับทั้งบริวารเหล่านนั้น ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            ในขณะกล่าวคำถวาย ภิกษุสามเณรทั้งหมดพึงประนมมือ พอกล่าวคำถวายจบรับสาธุพร้อมกัน ถ้ากำหนดให้ฉันในที่ถวาย ก็ให้เจ้าของสลากประเคนภัตตาหาร ภิกษุสามเณรฉันเสร็จแล้วจึงประเคนไทยธรรม แล้วพระสงฆ์อนุโมทนา วิเสสอนุโมทนาใช้บทมงคลจักรวาลน้อย เช่นกัน
            ระหว่างพระสงฆ์อนุโมทนา ทายกทายิกาทุกคน พึงกรวดน้ำตอนพระว่า ยถา... กรวดน้ำเสร็จแล้วประนมมือรับพรต่อไปจนจบ
            การถวายสลากภัตต์ มักนิยมถวายเวลาภัตตาหารเช้าก็มี ภัตตาหารเพลก็มี บางแห่งพระฉันท์แล้วมีเทศน์อนุโมทนาอีก หนึ่งกัณฑ์ จบแล้วจึงกรวดน้ำ รับพร เมื่อพระสงฆ์อนุโมทนาแล้วเป็นอันเสร็จพิธี
การตักบาตข้าวสาร
            การถวายข้าวสารเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในยุคหลัง การถวายข้าวสารไม่นิยมกาลถวายในพิธีต่าง ๆ เช่น ติดกัณฑ์เทศน์ก็มี อุทิศถวายเข้าในสงฆ์ หรือเฉพาะบุคคลก็มี ที่ทำกันจนเป็นประเพณี เช่นทำบุญตักบาตรข้าวสารในพรรษาก็มี การตักบาตรข้าวสารในเทศกาลเข้าพรรษานับเนื่องในสังฆทาน มีระเบียบปฏิบัติกันส่วนใหญ่ดังนี้
            ในระหว่างเข้าพรรษา เมื่อมีการกำหนดวันใดวันหนึ่งเพื่อการนี้แล้ว เมื่อถึงวันกำหนดทายกทายิกา ก็จะนำข้าวสารพร้อมด้วยเครื่องบริวาร มีพริก กะปิ กระเทียม ปลาแห้ง ปลาเค็ม เป็นต้น ไปกองรวมกันในที่ที่กำหนดในวัด เมื่อพร้อมแล้วจะตีระฆังสัญญาณ พระภิกษุสามเณรทั้งวัดลงมาประชุม ทายกทายิกาอาราธนาศีล และรับศีลร่วมกัน เสร็จแล้วอาราธนาธรรม ภิกษุสามเณรรูปหนึ่งแสดงธรรมอนุโมทนาทาน จบแล้วทายกทายิกากล่าวคำถวายข้าวสาร และบริวารทั้งคำบาลีและคำแปล เมื่อกล่าวคำถวายจบ ภิกษุสามเณรทั้งนั้นรับ "สาธุ" พร้อมกัน แล้วอนุโมทนา บทวิเสสอนุโมทนาที่ใช้คือ ถ้าถวายเนื่องในสารทกาลระยะตักบาตรน้ำผึ้งในบท กาเล ททนฺติ... ต่อ ยสฺส
ทาเทนฺ... แต่ถ้าถวายไม่เนื่องด้วยกาลนั้น พึงใช้บท สพฺพพุทฺธานุภาเวน...

            คำถวายข้าวสาร
                อิมานิ มยํ ภนฺเต , ตณฺฑลานิ , สปริวารานิ , ภิกฺขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม
                สาธุโน ภนฺเต , ภิกฺขุสงฺโฆ , มิมานิ ตณฺฑลานิ , สปริวารานิ , ปฏิคฺคณฺหาตุ ,
                อมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายข้าวสาร กับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับข้าวสาร กับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            จากนั้นทายกทายิกากรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี
การตักบาตรน้ำผึ้ง

            การถวายน้ำผึ้งแก่สงฆ์ นับเข้าในเภสัชทาน เป็นกาลทานส่วนหนึ่งซึ่งทำในสารทกาล ห้วงเวลาตั้งแต่ระหว่างข้างแรมเดือนสิบ โดยพุทธานุญาต มีปฐมเหตุมาแต่ครั้งพุทธกาล คือครั้งหนึ่งในระหว่างเดือนสิบ ภิกษุทั้งหลายมีการชุ่มด้วยน้ำฝน เกิดอาพาธฉันจังหันอาเจียน มีกายซูบผอมเศร้าหมอง เมื่อพุทธองค์ทรงทราบ จึงทรงอนุญาตเภสัชห้าอย่างคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ให้ภิกษุรับและฉันได้ในเวลาวิกาล เพื่อระงับโรค และบำรุงกำลัง จึงเป็นประเพณีที่ทายกทายิกานิยมถวายเภสัชทานขึ้นในเทศกาลนี้ มาจนถึงทุกวันนี้ และได้ถวายแต่น้ำผึ้งเป็นพื้น เรียกกันว่าตักบาตรน้ำผึ้ง มีระเบียบพิธีดังนี้
            เมื่อถึงข้างแรมเดือนสิบ มีการป่าวร้อง หรือแจกฎีกาให้ชาวบ้านนำน้ำผึ้งบริสุทธิ์ พร้อมทั้งน้ำมัน น้ำอ้อย น้ำตาล ไปทำบุญตักบาตรร่วมกันในวัด ส่วนมากจะกำหนดทำในวันพระแรมสิบค่ำ เมื่อถึงวันกำหนด จะมีการตั้งบาตรหรือภาชนะ ที่สมควรไว้ในศาลาการเปรียญ หรือในโรงอุโบสถ เพื่อให้ชาวบ้านนำน้ำผึ้งมาใส่รวมกัน สำหรับน้ำมัน น้ำอ้อย และน้ำตาล ก็ให้ใส่ภาชนะต่างหากไม่ปะปนกัน เมื่อใส่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ตีระฆังสัญญาณให้ภิกษุสามเณรในวัดลงมารวมพร้อมกัน ทายกทายิกาอาราธนาศีล รับศีลพร้อมกันแล้วอาราธนาธรรม ภิกษุผู้สามารถพึงแสดงธรรม อนุโมทนาเภสัชทานนั้น จบแล้วทายกทายิกากล่าวคำถวายพร้อมกัน ว่าเฉพาะคำบาลีเท่านั้น

            คำถวายเภสัชทานมีน้ำผึ้งเป็นต้น
                สรโท นามายํ ภนฺเต , กาโลสมฺปตฺโต , ยตฺถ ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ สารทิกาปาเชน อาพาธิกานํ , ภิกขูนํ , เภสชฺชานิ , อนุญฺญาสิ , สปฺปนวนีตํ ,เตลํ มธุ ํ ผาณิตํ , มยนฺทานิ , ตกฺกาลสทิสํ , สมฺปตฺตา , ตสฺส ภควโต , ปุญญตฺตานุคํ , ทานํ, สาธุโนภนฺเต , อยฺยา ยถาวิภตฺตา , มธุทานํ จ , เตลํ จ, ผาณิตํ จ ปฏิคฺคณฺหาตุ , อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ บัดนี้สารทกาล มาถึงแล้วในกาลใดเล่า พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตเภสัชห้าอย่างคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย แก่ภิกษุทั้งหลายผู้อาพาธ ด้วยโรคเกิดในสารทกาล บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายมาถึงกาลเช่นนี้แล้ว ปรารถนาจะถวายทานตามพระพุทธานุญาต ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงถวายน้ำผึ้ง น้ำมัน และน้ำอ้อย อันนับเข้าในเภสัชห้าอย่างนั้น แก่ภิกษุสงและสามเณรทั้งหลาย ขอพระเป็นเจ้าทั้งหลายจงรับมธุทาน เตลทาน และผาณิตทานของข้าพเจ้าทั้งหลาย ตามที่แจกถวายนั้น ๆ เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายบ สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            ขณะทายกทายิกากล่าวคำถวาย ภิกษุสามเณรทั้งหมดในที่นั้นพึงประนมมือ พอกล่าวคำถวายจบ ให้รับ "สาธุ" พร้อมกัน แล้วอนุโมทนาบทวิเสสอนุโมทนาที่นิยมในทานนี้ ใช้บท กาเล ททนฺติ... ต่อท้ายด้วยบท ยสฺส ทาเนน...
            ทายกทายิกากรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรไปจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี
การถวายเสนาสนะกุฎีวิหาร

            เสนาสนะกุฎีวิหาร  เป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุสงฆ์สามเณร ที่สร้างไว้ในวัด นิยมให้สร้างขึ้นเป็นของสงฆ์ ผู้ใดจะถือกรรมสิทธิ์เป็นของตนโดยเฉพาะไม่ได้ ถือเป็นเพียงอยู่อาศัยใช้สอยได้เฉพาะกาลเท่าที่สงฆ์มอบหมายเท่านั้น จึงนิยมให้ผู้สร้างทำพิธีถวายให้เป็นของสงฆ์ด้วย จะได้สงเคราะห์เป็นทานเรียกว่า เสนาสนะทานพิเศษ
ส่วนหนึ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ ได้สร้างกันเป็นประเพณีมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว
            การสร้างเสนาสนะถวายนี้ นิยมสร้างกันในฤดูร้อนให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝน และนิยมถวายก่อนเข้าพรรษา เพื่อพระสงฆ์ได้ทันใช้สอยในการจำพรรษา มีพิธีเกี่ยวด้วยการสร้าง และการถวาย อันเนื่องด้วยพระวินัยบัญญัติ และขนบธรรมเนียม ดังนี้
                ๑)  ถ้าภิกษุสร้างเสนาสนะอยู่เองในวัด เป็นถาวรวัตถุที่ต้องก่อหรือโบกด้วยปูนหรือดินเหนียว ต้องสร้างได้โดยประมาณจำกัด คือ วันเฉพาะร่วมใน ยาวเพียง ๑๒ คืบ พระสุคต กว้างเพียง ๘ คืบ พระสุคต คือ ประมาณ ยาว ๘ ศอก ๓ นิ้วเศษ กว้าง ๕ ศอก ๑๐ นิ้วเศษ ในการสร้างต้องให้สงฆ์แสดงที่ก่อนจึงจะสร้างได้ มิฉะนั้นจะผิดพระวินัย
                ๒)  ถ้ามีทายก เป็นเจ้าของเสนาสนะขึ้นในวัดนั้น ขนาดของเสนาสนะไม่จำกัด แต่ก่อนจะสร้างต้องได้รับอนุมัติจากทางวัด และให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน
                ๓)  เมื่อสร้างเสร็จแล้ว นิยมให้เจ้าของผู้สร้างถวายเสนาสนะนั้นเป็นของสงฆ์ ในวันถวายให้ภิกษุสามเณรในวัดทั้งหมดมาประชุมกันที่เสนาสนะที่สร้างใหม่นั้น เมื่อพร้อมแล้วให้เจ้าของผู้สร้างกล่าวคำถวาย ดังนี้
                อิมานิ มยํ ภนฺเต , เสนาสนานิ , อาคตา นาคตสฺส , จาตุทฺทิสสฺส , ภิกขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม ,
                สาธุ โน ภนฺเต , ภิกขุสงฺโฆ , อิมานิ เสนาสนามิ , ปฏิคฺคณฺหาตุ , อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย, สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายเสนาสนะเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ผู้มีในทิศทั้งสี่ ที่มาแล้วก็ดี ที่ยังไม่มาก็ดี ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ เสนาสนะเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขของข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            ขณะกล่าวคำถวาย พระสงฆ์ทั้งนั้นพึงประนมมือ พอกล่าวคำถวายจบพึงรับ "สาธุ" พร้อมกัน ต่อจากนั้นให้ผู้ถวายหลั่งน้ำลงในหัตถ์ของพระภิกษุผู้เป็นประธานในพิธี พระสงฆ์พึงอนุโมทนา บทวิเสสโมทนาในทานนี้นิยมใช้บท สีตํ อุณหํ... ต่อด้วย สพฺพพุทฺธานุภาเวนะ...
            ทายกทายิกา พึงกรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี
การถวายศาลาโรงธรรม

            ศาลาโรงธรรม  คือศาลาที่แสดงธรรมหรือสวดพระธรรม ใช้เป็นที่เรียนพระธรรมวินัยก็ได้ จึงนิยมเรียกว่า ศาลาการเปรียญ เป็นต้น สงเคราะห์โรงเรียนพระปริยัติธรรม เข้าในศาลาโรงธรรมด้วย ส่วนมากศาลาโรงธรรมมักสร้างไว้ตามวัด และที่สร้างไว้ในละแวกบ้านที่เรียกว่า ศาลากลางบ้านก็มี
            การถวายศาลาโรงธรรมเป็นของสงฆ์ มีพิธีกรรมเช่นเดียวกับการถวายเสนาสนะ ต่างแต่คำถวายดังนี้
                มยํ ภนฺเต , อิมํ สาลํ , ธมฺมสภาย , อุทฺทิสฺสํ , จาตุทฺทิสสฺส,
                ภิกขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม , สาธุโน ภนฺเต , ภิกฺขุสงฺโฆ , อิมํ สาลํ , ปฏิกคณฺหาตุ อมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายศาลาหลังนี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้มีในทิศทั้งสี่ อุทิศเพื่อเป็นสถานที่แสดงธรรม ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับศาลาหลังนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
การถวายผ้าวัสสิกสาฎก

            ผ้าวัสสิกสาฏก คือผ้าป่าสำหรับใช้นุ่งเวลาอาบน้ำฝน เรียกว่า ผ้าอาบน้ำฝน แต่เดิมพระพุทธองค์ทรงอนุญาต ให้ภิกษุทรงไว้แต่ผ้าสามผืนที่เรียกว่า ไตรจีวร คือ สังฆาฏิ ผ้าคลุมชั้นนอก อุตราสงค์ ผ้าห่ม และอันตรวาสก ผ้านุ่ง เท่านั้น นางสิสาขา ได้ทูลขอพรต่อพระพุทธองค์เพื่อจะถวายผ้าสำหรับผลัดอาบน้ำฝนแก่ภิกษุทั้งหลาย พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต
            ผ้าอาบน้ำฝน ต้องทำให้ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติ คือ เป็นผ้าผืนยาว ๖ คืบ พระสุคต กว้าง ๒ คืบ พระสุคต ประมาณยาว ๔ ศอกกับ ๓ กระเบียด  กว้าง ๑ ศอก ๑ คืบ ๔ นิ้ว ๑ กระเบียด ถ้ากว้างยาวเกินขนาดดังกล่าว ภิกษุผู้ใช้สอยต้องอาบัติ ต้องตัดส่วนที่กว้างยาวเกินประมาณนั้นออกเสีย จึงแสดงอาบัติได้ ทรงบัญญัติเขตกาลที่จะแสวงหาเขตกาลที่จะทำเขตกาลที่จะนุ่งห่ม และเขตกาลอธิษฐานใช้สอยไว้ดังนี้
                ๑)  ตั้งแต่แรมค่ำเดือนเจ็ด ถึงวันเพ็ญเดือนแปด รวมเวลาสองปักษ์เป็นเวลาหนึ่งเดือน ในปลายฤดูร้อนเป็นเขตแสวงหา
                ๒)  ตั้งแต่ขึ้นค่ำเดือนแปดถึงวันเพ็ญ เป็นวันกึ่งเดือนท้ายฤดูร้อน เป็นเขตกาลทำนุ่งห่ม
                ๓)  ตั้งแรมแรมค่ำเดือนแปด ไปจนสิ้นฤดูฝน คือวันเพ็ญเดือนสิบสอง รวมเวลาสี่เดือน เป็นเขตกาลอธิษฐานใช้สอย
            ถ้ายังไม่ถึงเขตกาลที่ทรงอนุญาตไว้นี้ ภิกษุแสวงหาได้มา หรือทำนุ่งห่ม หรืออธิษฐานใช้สอยท่านปรับอาบัติ
            ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อถึงกาลที่ภิกษุจะต้องแสวงหาผ้าอาบน้ำฝน ตั้งแต่แรมค่ำเดือนเจ็ดเป็นต้นไป จนถึงวันเพ็ญเดือนแปด ทายกจึงมักถือโอกาสบำเพ็ญกุศล โดยจัดหาผ้าอาบน้ำฝน แล้วนำไปถวายในที่ประชุมสงฆ์ กำหนดถวายระหว่างข้างขึ้นเดือนแปด ตั้งแต่วันขึ้นค่ำหนึ่งเป็นต้นไป ปัจจุบันกำหนดวันถวายเป็นหมู่ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนแปด คือก่อนวันเข้าพรรษาหนึ่งวัน ในการถวายมีระเบียบปฏิบัติดังนี้
                ๑)  ในวันกำหนดถวายผ้า ภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกา ควรประชุมพร้อมกันในโรงอุโบสถ หรือในศาลาการเปรียญ ก่อนถวายผ้าภิกษุ ผู้สามารถรูปหนึ่งพึงแสดงธรรมอนุโมทนา ๑ กัณฑ์ ถ้าวันถวายกำหนดในวันธรรมสวนะ เทศน์กัณฑ์ธรรมสวนะควรต่อท้ายอนุโมทนาทานด้วยเลย
                ๒)  เมื่อแสดงธรรมจบแล้ว ทายกกราบพระและว่า นโม พร้อมกันสามจบ ต่อจากนั้นกล่าวคำถวายผ้า ฯ ซึ่งตั้งไว้ ณ เบื้องหน้าต่อหน้าพระสงฆ์ ทั้งคำบาลี และคำแปล ดังนี้
                อิมานิ มยํ ภนฺเต , วสฺสิกสาฏิกานิ , สปริวารานิ , ภิกฺขุสงฺฆสฺส , โอโนชยาม , สาธุโน ภนฺเต , ภิกขุสงฺโฆ ,
                อิมานิ , วสฺสิกสาฏิกานิ , สปริวารานิ , ปฏิคฺคณฺหาตุ , อมฺหากํ ฑฆรตฺตํ หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน  เทอญ ฯ
            ระหว่างกล่าวคำถวาย พระสงฆ์ทั้งหมดควรประนมมือ จบคำถวายแล้วรบ "สาธุ" พร้อมกัน แล้วเจ้าอธิการแจกจีวรของวัดนั้นออกรับผ้าแทนสงฆ์ ประเคนเสร็จแล้วพระสงฆ์อนุโมทนา บทวิเสสอนุโมทนาในทานนี้นิยมใช้บทกาเล ททนฺติ... ทายกพึงกรวดน้ำเสร็จแล้วประนมมือรับพรจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี
การถวายผ้าจำนำพรรษา
            ผ้าจำนำพรรษา หมายถึงผ้าที่ถวายแก่ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ สามเดือน เว้นผ้ากฐิน เป็นพิเศษส่วนหนึ่ง ที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ ภิกษุผู้จำพรรษาครบสามเดือน กราบอนุโมทนากฐินแล้วรับและบริโภคใช้สอยได้ ภายในกำหนดห้าเดือน อันเป็นเขตอานิสงส์กฐิน คือนับตั้งแต่แรมค่ำเดือนสิบเอ็ด ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนสิบสองเท่านั้น ถ้าถวายผ้านอกกาลนี้ไม่นับเป็นผ้าจำนำพรรษา การถวายผ้าในเขตดังกล่าวนี้เป็นการสงเคราะห์ภิกษุ กำลังต้องการจีวรมาผลัดเปลี่ยนของเก่าในระหว่างจีวรกาล จึงนิยมทำกันมาแต่ครั้งพุทธกาล ในทางราชการของไทยปรากฏทำเป็นแบบแผนขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีแจ้งอยู่ในพระราชพิธีสิบสองเดือน ในปัจจุบันงดมานานแล้ว สำหรับชาวบ้านยังทำกันอยู่บ้าง มีระเบียบปฏิบัติที่ทำกันทั่วไปคือ
            ผ้าที่ถวายนั้นไม่จำกัดให้เป็นอย่างเดียวกัน จะเป็นผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปทั้งไตร หรือผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ แม้ผ้าขาวก็ได้ บางทีมีไทยธรรมอย่างอื่นเป็นบริวารด้วย เมื่อถึงกำหนดทายก และชาวบ้านนำผ้าและไทยธรรม ไปพร้อมยังสถานที่นัดภายในวันมีโรงอุโบสถ หรือศาลาการเปรียญ เมื่อได้เวลาพระสงฆ์ลงประชุม ถ้าเจ้าภาพคนเดียวมีไทยธรรมเหมือน ๆ กัน ก็กล่าวคำถวายแล้วประเคนเรียงไปโดยลำดับ แต่ถ้าทำร่วมกัน ผ้าและของไม่เหมือนกัน ก็ต้องติดเลขหมายแล้วถวายให้พระสงฆ์ไปจับสลาก ก่อนจับสลากทายกกล่าวคำถวาย ดังนี้
            อิมานิ มยํ ภนฺเต วสฺสาวาสิกจีวรานิ , สปริวารานิ , ภิกขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม ,
            สาธุโน ภนฺเต , ภิกฺขุสงฺโฆ , อิมานิ , วสฺสาวาสิกจีวรานิ , สปริวารานิ , ปฏิคณฺหาตุ ,
            อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจำนำพรรษา กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าจำนำพรรษา กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            ระหว่างทายกกล่าวคำถวายพระสงฆ์ควรประนมมือ พอจบคำถวายก็รับ "สาธุ" พร้อมกัน ทายกถวายของแล้วอนุโมทนา
บทวิเสสอนุโมทนาในทานนี้นิยมใช้บท กาเล ททนฺติ... ทายกกรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรไปจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี
การถวายผ้าอัจเจกจีวร
            ผ้าอัจเจกจีวร คือผ้าจำนำพรรษาที่ทายกรีบด่วนถวายก่อนกำหนดกาลดังกล่าวแล้วในเรื่องการถวายผ้าจำนำพรรษา แต่อยู่ในเขตที่มีพุทธานุญาตให้รับได้ ผ้าอัจเจกจีวรถวายก่อนออกพรรษา ภายในกำหนดสิบวัน คือนับแต่วันขึ้นห้าค่ำเดือนสิบเอ็ด ไปถึงวันกลางเดือนสิบเอ็ด ซึ่งเป็นวันออกพรรษา มีประเพณีถวายกันมาแต่ครั้งพุทธกาล มีคำถวาย ดังนี้
            อิมานิ มยํ ภนฺเต , อจฺเจกจีวรานิ , สปริวารานิ , ภิกฺขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม ,
            สาธุโน ภนฺเต , ภิกขุ สงฺโฆ , อิมานิ , อจฺเจกจีวรานิ , สปริวารานิ , ปฏิคฺคณฺหาตุ
            อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าอัจเจกจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าอัจเจกจีวรกับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            การประเคน พระสงฆ์สวดอนุโมทนา ทายกกรวดน้ำ ตามแบบเดียวกับเรื่องการถวายผ้าจำนำพรรษา จนเสร็จพิธี
การทอดผ้าป่า
            ผ้าป่า ครั้งพุทธกาลเรียกว่า ผ้าบังสุกุลจีวร คือผ้าเปื้อนฝุ่นที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน ทิ้งอยู่ในที่สาธารณะ ประเพณีการทอดผ้าป่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อยังไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวร คือจีวรที่ชาวบ้านถวายโดยเฉพาะ ทรงอนุญาตแต่เพียงให้ภิกษุแสวงหาผ้าบังสุกุล นำมาซักฟอกตัดเย็บเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่งที่ต้องการ แล้วใช้นุ่งห่ม พุทธศาสนิกชนเห็นความลำบากของภิกษุในเรื่องนี้ ประสงค์จะบำเพ็ญกุศล ไม่ขัดต่อพุทธบัญญัติ จึงได้จัดหาผ้าที่สมควรแก่สมณบริโภค ไปทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ โดยมากเป็นป่าช้าที่รู้ว่าภิกษุผู้แสวงหาเดินไป จึงเรียกว่าผ้าป่าในภาษาไทยเรา
            ในครั้งนั้น การทอดผ้าป่าไม่ได้นิยมกาล ต่อมาเมื่อทรงบัญญัติจีวรกาล คือการแสวงหา และทำจีวรขึ้น จำกัดอยู่หนึ่งเดือน นับแต่ออกพรรษาแล้ว และถ้าได้กรานกฐินด้วย จะขยายออกไปอีกสี่เดือนจนถึงวันเพ็ญเดือนสี่ การทอดผ้าป่าจึงนิยมทำขึ้นกันในระยะนี้ ส่วนมากในฤดูออกพรรษาใหม่ ๆ
            การทอดผ้าป่าที่ทำในประเทศไทย มีทำกันหลายอย่างคือ ทอดผ้าป่าและเลยทอดกฐินด้วยก็มี ทำกันอย่างสัณฐานประมาณ คือ เอาเครื่องไทยธรรมใส่ภาชนะ แล้วเอากิ่งไม้ปักเอาผ้าห้อย อุทิศตั้งไว้ตามทางที่พระเที่ยวบิณฑบาตรผ่านมา หรือนำไปตั้งไว้ตามพระอาราม แล้วให้สัญญาณให้พระภิกษุรู้ว่า มีผ้าป่ามาถึงที่ก็มี ที่ทำกันอย่างขนานใหญ่ให้ทายกรับไปคนละองค์จนครบจำนวนภิกษุสามเณรทั้งวัด แล้วนำมาทอดพร้อมกันตามกำหนด แห่แหนกันมา แล้วประชุมถวายอุทิศต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ก็มี บางแห่งทำผ้าป่าบรรทุกเรือพ่วงไปทางน้ำเรียกกันว่าผ้าป่าโยง ผ่านไปถึงวัดไหนก็ทอดวัดนั้นเรื่อยไปก็มี
            พิธีทอดผ้าป่า มีข้อสำคัญอยู่ว่าให้อุทิศเป็นผ้าป่าจริง ๆ อย่าเจาะจงถวายแก่ผู้ใดโดยเฉพาะ ถ้าทอดลับหลังพระภิกษุสงฆ์ผู้รับ เพียงแต่ตั้งใจขณะทอดว่าขออุทิศผ้า และเครื่องบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุผู้ต้องการผ้าบังสุกุลมาถึงเฉพาะหน้าเท่านี้ก็ถือว่าได้ทอด และถวายผ้าป่าแล้ว
            ถ้าเป็นการทอดผ้าป่าหมู่ต่อหน้าสงฆ์ผู้รับ พึงว่าคำอุทิศถวายทั้งบาลี และคำแปล ดังนี้
                อิมานิ มยํ ภนฺเต , ปํสุกุลจีวรานิ , สปริวารานิ , ภิกขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม ,
                สาธุโน ภนฺเต , ภิกขุสงฺโฆ , อิมานิ , ปํสุกุลจีวรานิ , สปริวารานิ , ปฏิคฺคณฺหาตุ
                อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าบังสุกุลจีวรกับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            สำหรับภิกษุผู้ชักผ้าป่า ไม่ว่าเป็นผ้าแบบใด พึงยืนสงบตรงหน้าผ้า เอื้อมมือขวาจับผ้าให้จับหงายมือ แล้วกล่าววาจาหรือบริกรรมในใจว่า
                อิมํ ปํสุกุลจีวรํ อสฺสมมิกํ มยฺหํ ปาปุณาติ
            กล่าวจบแล้วชักผ้านั้นมา เป็นอันเสร็จพิธี
            ถ้าเป็นผ้าป่าถวายหมู่เมื่อชักแล้ว พึงอนุโมทนาด้วยบท วิเสสอนุโมทนา ในทานนี้นิยมใช้บท สพฺพพุทฺธานุภา เวน... หากเป็นผ้าป่าเฉพาะรูป อนุโมทนาด้วยสามัญ อนุโมทนาเท่านั้นก็ได้
            ทายกพึงกรวดน้ำ และประนมมือรับพรจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี การถวายธูปเทียน และดอกไม้เพื่อบูชา
            การถวายธูปเทียนดอกไม้ในที่นี้หมายถึงการถวายให้พระสงฆ์ นำไปบูชาพระอีกต่อหนึ่ง เท่าที่นิยมโดยทั่วไป ได้แก่การถวายในวันเข้าพรรษา เช่นถวายธูปเทียนประจำพรรษา ถวายธูปเทียนดอกไม้ เพื่อภิกษุสามเณรนำไปสัการะในพิธีเข้าพรรษา
            วิธีถวายธูปเทียนดอกไม้ นิยมทำกันสองแบบ แบบหนึ่งจัดถวายโดยประเคนเป็นรูป ๆ เช่นเดียวกับการถวายในงานต่าง ๆ หรือนำเอาไปตั้งเป็นที่ ๆ แล้วให้ภิกษุสามเณรเดินเรียงเข้ามารับตามลำดับอย่างรับบาตร มักใช้ในการถวายวันเข้าพรรษา แบบนี้ไม่ต้องกล่าวคำถวาย พระสงฆ์ไม่ต้องอนุโมทนาทันที อีกแบบหนึ่งนำมาตั้งต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ แล้วกล่าวคำถวาย เช่นนำ เทียนประจำพรรษา พร้อมทั้งเครื่องสัการะต่าง ๆ มาถวายประจำพระอุโบสถในวันเข้าพรรษา แบบนี้ต้องให้พระภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อมกัน แล้วทายกกล่าวคำถวายทั้งคำบาลี และคำแปล ดังนี้
            อิมานิ มยํ ภนฺเต , ทีปธูปปุปฺผวรานิ , รตนตฺตยสฺเสว , อภิปูเชม , อมฺหากํ ,
            รตนุตฺตยสฺส บูชา , ฑีฆรตฺตํ หิตสุขาวหา , โหตุ , อาสวกฺขยปฺ ปตฺติยา
            ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลายผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาธูปเทียนและดอกไม้ อันประเสริฐเหล่านี้แก่พระรัตนตรัย กิริยาที่บูชาแก่พระรัตนตรัยนี้ จงเป็นผลนำมาซึ่งประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน จงเป็นไปเพื่อให้ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลส เทอญ ฯ
            เมื่อทายกกล่าวคำถวายจบ พระสงฆ์รับ "สาธุ" พร้อมกัน แล้วอนุโมทนา วิเสสอนุโมทนา ในทานนี้นิยมใช้ บท เต อตฺถลทฺธา... ทายกกรวดน้ำแล้วประนมมือรับพรไปจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี
การถวายธงเพื่อบูชา
            ธงเป็นหลักกุศลทานอย่างหนึ่ง ใช้สำหรับยกขึ้นเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าที่ตรงนั้นเป็นที่วัด หรือที่ตั้งปูชนียสถาน สำหรับประดับบูชาปูชนียวัตถุสถานให้งดงาม และประกอบการศาสนพิธีอย่างอื่น ๆ อีกประการหนึ่ง ถือเป็นประเพณีนานมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ธงที่นิยมใช้ในพระพุทธศาสนา เป็นธงทำด้วยผ้าผืนยาวทั้งผืน
สำหรับยกขึ้นเหนือที่ตั้งปูชนียวัตถุสถาน เพื่อเป็นเครื่องหมายให้รู้ เป็นธงขนาดใหญ่ หน้ากว้างประมาณหนึ่งศอก หรือศอกเศษทำเป็นธงปฏาก คือเย็บผ้าด้านหนึ่งติดกับก้านไม้  ซึ่งเหลาให้แข็งแรงพอสมควร ให้ก้านไม้นั้นยาวเลยหน้าผ้าออกไปทั้งสองข้าง สำหรับผูกสายโยงติดธงริ้วรูปสามเหลี่ยมเล็กที่หัวก้านไม้ทั้งสองข้าง และผูกเชือกทำสายโยงที่หัวก้านไม้แต่ละเส้น รวบปลายเชือกโยงสองเส้นนั้นให้ติดกันในตอนบน มัดกับคันธงที่ทำด้วยเสาหรือไม้ไผ่ทั้งลำ ส่วนหน้าผ้าตอนปลายอีกด้านหนึ่ง ก็เย็บติดกับก้านไม้เหลายาวกว่าหน้าผ้า และติดธงริวเล็กที่หัวก้านไม้ทั้งสองข้าง ผืนผ้าจะเขียนลวดลายหรือรูปประกอบก็ทำได้ตามที่เห็นสมควร ธงดังกล่าวเป็นแบบธงปฏากของโบราณ อาจทอเป็นธงทั้งผืนโดยเฉพาะเป็นรูปตัวตะขาบ โดยใส่ซี่ไม้ไผ่หรือหวายในขณะทอเป็นระยะ ๆ ติดธงริ้วเล็ก ๆ ที่หัวซี่ที่ใส่นั้นด้วย เมื่อเสร็จเป็นผืนธงแล้วยกขึ้นดูไกล ๆ คล้ายตัวตะขาบ บางแห่งวัวัฒนาการรูปธงมาเป็นธงชาย คือทำด้วยผืนผ้ายาวขนาดเท่าหน้ากว้างของผ้าส่วนครึ่งเศษเล็กน้อย ติดหน้ากว้างของผ้ากับคันธง เมื่อยกคนธงขึ้นแล้วปล่อยให้ผืนธงเป็นชายสบัดพริ้วไปตามลม ธงแบบนี้เรียกว่า ธงชาย มักนิยมทำด้วยผ้าสีเหลือง กลางผืนธงมีรูปเสมาธรรมจักร เรียกกันว่า ธงธรรมจักร เป็นเครื่องหมายของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ
            สำหรับธงประดับปูชนียวัตถุสถาน และสำหรับประกอบศาสนพิธีอื่น ๆ ส่วนมากนิยมทำเป็นธงชาย และธงริ้วขนาดเล็ก สำหรับใช้ห้อย และติดบูชาตามบริเวณปูชนียวัตถุสถาน หรือบริเวณพิธี
            การถวายธง  มีเรื่องเล่าว่า ผู้ไปในทางกันดาร ไปพบเจดีย์สถานที่ควรบูชา ไม่มีอะไรจะบูชา จึงเอาผ้าสาฏกแบบผ้าห่มของตนผูกปลายไม้ยกขึ้นปักบูชา ดังนั้น ธงบูชาจึงเป็นรูปธงปฏากแต่ดังเดิม และธงนี้นับเข้าเป็นเครื่องบูชาอย่างสูงประการหนึ่ง ทำกันเป็นประเพณีมานานแล้ว ในคราวถวายผ้ากฐินวัดใดแล้ว นิยมถวายยกธงขึ้นไว้หน้าวัดนั้นด้วย เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย และเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าวัดนั้นได้รับกฐินไปแล้ว บางแห่งนิยมถวายธงบูชาในเทศกาลตรุษสงกรานต์ อันเป็นเทศกาลเปลี่ยนปีศักราชในสมัยก่อน
            การถวายธงผู้ถวายไม่ต้องประกอบพิธีอะไรมาก นอกจากเตรียมธงถวายพร้อมที่จะยกขึ้นบูชา แล้วนำไปยังสถานที่ที่ต้องการจะยกขึ้นบูชา ก่อนยกพึงตั้งจิตระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ด้วยการจุดธูปเทียน กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยก่อน แล้วกล่าวคำถวายธงตามแบบ ถ้าร่วมกันถวายหลายคนให้กล่าวคำถวายพร้อม ๆ กัน ดังนี้
            มยํ อิมินา , ธชปฏาเกน , รตนตฺตยํ , อภิปูเชม , อยํ ธชปฏาเกน , รตนตฺตยํปูชา ,
            อมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย , สํวตฺตตุ
            ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาพระรัตนตรัย ด้วยธงแผ่นผ้านี้ กิริยาที่บูชา พระรัตนตรัยด้วยธงแผ่นผ้านี้
            ขอจงเป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
การถวายเวจกุฎี
            เวจกุฎี ได้แก่ส้วมหรือสถานที่สำหรับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะในวัด มีพุทธานุญาตไว้ให้ภิกษุสงฆ์สร้างขึ้น ให้เป็นส่วนสัดโดยเฉพาะ ห้ามภิกษุสามเณรถ่ายไม่เป็นที่ ยิ่งกว่านั้นยังทรงตั้งธรรมเนียมที่พึงปฏิบัติในเวจกุฎีไว้หลายประการ จัดเป็นกิจวัตรหนึ่งในพระวินัย
            การถวายเวจกุฎี นับเข้าในเสนาสนะทานประการหนึ่ง แต่เวจกุฎีตั้งอยู่ในที่ไม่เปิดเผย ไม่สมควรที่จะไปประกอบพิธียังสถานที่ตั้ง ควรใช้สถานที่สมควรในวัด เช่น ศาลาการเปรียญ เป็นบริเวณพิธี แล้วล่ามสายสิญจน์จากเวจกุฎีที่จะถวายมายังบริเวณพิธี พิธีถวายให้เจ้าภาพจับสายสิญจน์ประนมมือ ตั้งนโมสามจบ แล้วกล่าวคำถวายตามแบบ ดังนี้
            มยํ ภนฺเต อิมํ , วจฺจกุฎึ อาคตา นาคตสฺส จาตุทฺทิสสฺส , ภิกษุสงฺฆสฺส ,
            โอโณชยาม , สาธุโน ภนฺเต , ภิกขุ สงฺฆสฺโฆ  อิมํ วจฺจกฎี ปฏิคฺคณฺหาตุ
            อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย เวจกฎีหลังนี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ที่มีในทิศทั้งสี่ ที่มาแล้วก็ดี ที่ยังไม่มาก็ดี ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ เวจกุฎี หลังนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            พระสงฆ์รับ "สาธุ" และอนุโมทนา ใช้วิเสสอนุโมทนาบทวิหารทานคาถา สีตํ อุณหํ ปฏิหนฺติ...อย่างอนโมทนาทานอื่น ๆ เป็นอันเสร็จพิธี
การถวายสะพาน 
            สะพานท่านจัดเข้าไว้ในอนวัชชกรรม การกระทำที่ไม่มีดโทษ มีแต่ประโยชน์เดียว ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นมงคลประการหนึ่ง เหมือนการขุดบ่อสระ และปลูกสวนผลไม้ไว้ในวัด เป็นต้น การสร้างสะพานในวัด หรือเป็นทางเข้าวัด ต้องหวังผลให้เป็นสาธารณประโยชน์ คือต้องอุทิศให้เป็นของกลาง
            พิธีถวาย จะประกอบขึ้นในสถานที่ตั้งสะพานนั้น หรือจะทำที่ศาลาการเปรียญในวัดก็ได้ ถ้าประกอบห่างจากที่ตั้งสะพาน พึงล่ามสายสิญจน์จากสะพานไปยังบริเวณพิธี การถวายเช่นเดียวกับการถวายเสนาสนะอื่น ๆ ที่กล่าวแล้ว ผู้ถวายบูชาพระรัตนตรัยก่อนด้วย ตั้ง นโมสามจบ แล้วกล่าวคำถวายตามแบบ ถ้าล่ามสายสิญจน์พึงประกอบพิธีถวายด้วย คำถวายมี ดังนี้
            มยํ ภนฺเต , อิมํ เสตํ , มหาชนานํ , สาธารณตฺถาย , นิยาเทม , สาธุโน ภนฺเต ,  สงฺโฆ ,
            อิมสฺมึ , เสตุมฺหิ , นิยาทิเต  สกฺขิโก โหตุ , อิทํ เสตุ ทานํ , อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย , สํวตฺตตุ.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอมอบถวาย ซึ่งสะพานนี้ เพื่อประโยชน์ทั่วไปแก่มหาชนทั้งหลาย ขอพระสงฆ์จงเป็นพยาน แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ในสะพานที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มอบให้แล้วนี้ ขอเสตุทานนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            จบคำถวายแล้วพระสงฆ์รับ "สาธุ" แล้วอนุโมทนา นิยมใช้บทวิเสสอนุโมทนา บทนิธิกัณฑ์ จบอนุโมทนาแล้ว เป็นอันเสร็จพิธี


การถวายทานพิเศษ

 

            มีการถวายสิ่งอื่น ๆ นอกจากวัสดุสิ่งของอันเป็นปัจจัยสี่ ในการครองเพศบรรพชิต เรียกว่า ทานพิเศษ ได้แก่ การถวายปราสาทผึ้ง การถวายโรงอุโบสถ การถวายยานพาหนะ การถวายคัมภีร์พระไตรปิฎก และการถวายคัมภีร์พระธรรม
            พิธีถวายทำเช่นเดียวกับการถวายสิ่งอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันดังกล่าวมาแล้ว แตกต่างกันเพียงคำถวาย ดังนี้
            คำถวายปราสาทผึ้ง  มยํ  ภนฺเต , อิมํ , สปริวารํ มธุปุปฺผปาสาทํ , อิมสฺมึ วิหาเร , ภิกฺขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม , สาธุโน ภนฺเต , ภิกฺขุสงฺโฆ ,
            อิมํ , สปริวารํ , มธุปุปผปาสาทํ ปฏิคคณฺหาตุ อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย
            ข้าแต่พระสงฆ์เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายปราสาทผึ้งกับบริวาร แก่พระภิกษุสงฆ์ ในวิหารวัดนี้ ขอภิกษุสงฆ์จงรับปราสาทผึ้งนี้ กับทั้งบริวาร ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            คำถวายโรงอุโบสถ  มยํ ภนฺเต , อิมํ อุโปสถาคารํ , สงฺฆสฺส , นิยฺยาเทม , สาธุโน ภนฺเต , สงฺโฆ , อิมํ , อุโปสถาคารํ , ปฏิคฺคณฺหาตุ , อมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอมอบถวาย ซึ่งโรงอุโบสถหลังนี้ แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งอุโบสถหลังนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            คำถวายยานพาหนะ  มยํ ภนฺเต , อิมํ มานํ , ภิกฺขุสงฺฆสฺส , นิยฺยาเทม , สาธุโน ภนฺเต , ภิกฺขุ สงฺโฆ , อิมํ , ยานํ , ปฏิคฺคณฺหาตุ , อมฺหากํ ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอมอบถวายซึ่งยานพาหนะนี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ซึ่งยานพาหนะนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            คำถวายคัมภีร์พระไตรปิฎก  มยํ ภนฺเต , อิมํ , สปริวารํ , เตปิฎก คนฺถํ สาตถํ  สพฺพยญฺชนํ , เกวลปริปุณณํ ปริสุทฺธํ , จาตุทฺทิสสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม, สาธุโน ภนฺเต , ภิกฺขุสงฺโฆ , อิมํ , สปริวารํ , เตปิฎกคนฺถํ , สาตฺกํ สพยญฺชนํ , เกวลปริปุณณํ , ปริสุทธํ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งคัมภีร์พระไตรปิฎก อันมีอรรถะและพยัญชนะครบถ้วนกระบวนความ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ผู้มีในทิศทั้งสี่ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ซึ่งคัมภีร์พระไตรปิฎก อันมีอรรถะพยัญชนะครบถ้วนกระบวนความ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง กับทั้งบริวารนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
            คำถวายคัมภีร์พระธรรม  มยํ ภนฺเต , อิมํ , สปริวารํ , โปฏฐกคนฺถํ พหุชฺชนหิตาย , พหุชฺชนสุขาย , มหาเถเรหิ ยุตฺตปฺปยุตฺตํ ธมฺมลทฺธํ จาตุทฺทิสสฺส , ภิกฺขุสงฺฆสฺส โอโณชยาม. สาธุโน ภนฺเต , ภิกฺขุสงฺโฆ , อิมํ , สปริวารํ , โปฏฐกลนฺถํ. พหุชฺชนหิตาย , พหุชฺชนสุขาย มหาเถเรหิ ยุตฺตปฺปยุตฺตํ ธมฺมลทฺธํ , ปฏิคฺคณฺหาตุ , อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ หิตาย , สุขาย.
            ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย ซึ่งคัมภีร์พระธรรม อันพระมหาเถรทั้งหลาย ชำระสอบทานแล้ว อันเกิดขึ้นโดยธรรม อันได้มาโดยธรรม กับทั้งบริวารนี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้มีในทิศทั้งสี่ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ซึ่งคัมภีร์พระธรรมอันพระมหาเถรทั้งหลาย ชำระสอบทานแล้ว อันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม อันได้มาโดยธรรม กับทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมนู

 

บทความ

ธรรมะประจำวัน

ธรรมะกับการปฏิบัติธรรม

สถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนา

โครงการสร้างศูนย์พุทธบริษัทสากล

โครงการปฏิบัติธรรม(ทั่วไทย)

 












  Copyright 2005-2011 www.dhammadee.com All rights reserved.
view